If you gaze into the abyss, the abyss gazes also into you.

ภาพโดย :
Sarawut Muangchom
Duenpen Intakon

จากผลงานอัลบั้มแรก “The Deepest State of Mind” ในปี 2014 และผ่านมา 8 ปี พวกเขาได้กลับมาพร้อมกับอัลบั้มที่ 2 “If you gaze into the abyss, the abyss gazes also into you.” ถือเป็นการเติบโตขึ้นมากพอสมควร ทั้งในด้านทิศทางของดนตรี และจุดยืนใหม่ของวง

ถึงแม้อัลบั้มใหม่จะพึ่งถูกปล่อยออกมาแต่ก่อนหน้านี้ SAPAPSUPAP ยังคงทยอยปล่อยเพลงออกมาเรื่อยๆ เริ่มจากจุดเริ่มต้นของอัลบั้มนี้คงมาจากเพลง กอด (Goth)”  ที่ปล่อยเมื่อ มกราคม ปี 2020, “ความผิดหวัง (Suppress)” ปี ธันวาคม 2020, “เวียน (Void)” ปี ต.ค. 2021, และ “GROW” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

วันนี้ SAPAPSUPAP เลยมาเล่าให้ฟังถึงตลอด 8 ปีที่ผ่าน และเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับอัลบั้มใหม่นี้
แจ๊ส : 8ปีจากอัลบั้มแรก เราผ่านการเปลี่ยนถ่ายสมาชิก เราผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง จนมาเป็นเราในตอนนี้ จริงๆ เราใช้เวลา 2-3 ปีช่วงโควิดในการทำอัลบั้ม ช่วงนั้นเราได้เจอกันบ่อยขึ้น ได้มีเวลาด้วยกันเยอะขึ้น เลยมีเวลาและการวางแผนอัลบั้มกัน

โจโจ้ :ใช่ครับช่วงโควิดทำให้เรามีเวลาคิดทบทวนตัวเอง

ปูน : จริงๆ แล้ว พึ่งได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำเพลงกับสภาพสุภาพอย่างเต็มตัวเมื่อช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา โดยตอนแรกพี่แจ๊สจะเป็นคนที่วางโครงและ concept ของเพลงมาไว้อยู่แล้ว ก่อนที่จะเข้าห้องอัดกัน อย่างเช่นเพลง กอด, ความผิดหวัง ซึ่งหลังจากนั้นเราเลยเริ่มเห็นภาพของอัลบั้มว่าเราอยากไปในทิศทางไหนเราเลยเริ่มที่จะเปลี่ยนวิธีการทำเพลงกันและมีการทดลองกับซาวด์ดนตรีกับการแชร์ความคิดกันมากขึ้นและมันทำให้อัลบั้มนี้มีความรู้สึกของดนตรีหลากหลายแบบเข้ามาผสมรวมกัน

แซงค์ : ได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น จากอัลบั้มเดิมเยอะมาก เป็นอะไรที่สนุกดี


จากอัลบั้มแรก สู่อัลบั้มที่ 2 อะไรบ้างที่หายไป และอะไรบ้างที่เกิดขึ้นใหม่

ปูน : สำหรับผมไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรที่หายไป ความเป็นสภาพสุภาพแบบดั้งเดิมมันอยู่ในวิธีการเขียนเนื้อร้องขอพี่แจ๊สกับซาวด์กีตาร์ของพี่โจ และสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็คือการเริ่มใช้เสียงสังเคราะห์ต่างๆ ที่หลุดออกจากภาพเดิมของสภาพสุภาพ และการเรียบเรียงดนตรีในรูปแบบที่ต่างออกไป

แจ๊ส : สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่มันคือการได้ทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิม

โจโจ้ : เหมือนที่ปูนพูดครับ พวกเรายังคงมีกลิ่นอายของความเป็นสภาพอัลบั้มแรกแต่มีการเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี

แซงค์ : ไม่มีอะไรหายไป แค่เราทำอะไรที่มันใหม่ขึ้น

ช่วยพูดถึง …
concept ของอัลบั้มนี้หน่อย

ปูน : สำหรับผมเองคิดว่าอัลบั้มนี้เราตั้งใจใช้เสียงสังเคราะห์ในเพลงแบบเต็มที่และพยายามให้มันสามารถกลมกลืนได้กับซาวด์ดั้งเดิมของสภาพสุภาพ เราจึงลงความเห็นกันว่าภาพที่ออกมาของอัลบั้มนี้น่าจะไปในทางของ Retro futurism หรืออารมณ์ประมาณภาพยนตร์ช่วงยุค 80’s

แจ๊ส : มันจะลิ้งก์ไปถึงปกอัลบั้มด้วยนะ ที่เราตั้งใจให้มันเหมือนปก VHS เก่าๆ

โจโจ้ : ใช่ครับรวมถึงเรื่องซาวด์ดนตรีที่เราตั้งใจให้เป็นยุคนั้น

อะไรคือตัวตนของ
SAPAPSUPAP ในอัลบั้มนี้

ปูน : ชีวะจักรกล
แจ๊ส : การเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ และการเติบโตครับ
โจโจ้ : ซาวด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนครับ
แซงค์ : ความแปลกใหม่ที่โคตรเท่

เพลงที่ถูกทิ้งไว้ เป็นเพลงที่ดูต่างไปจากเพลงอื่นๆ ช่วยเล่าเกี่ยวกับเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

โจโจ้ : เพลงที่ถูกทิ้งไว้เกิดจากความรู้สึกที่เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน จุดเริ่มต้นมาจากวันพ่อปีที่แล้วผมไปร้านไก่เคเอฟซี ก็สั่งอาหารปกติในระหว่างที่รอ ก็มีครอบครัวนึงนั่งกินกันอยู่ใกล้ๆ คุณพ่อคุณยายแล้วก็ลูกสาวที่กำลังพูดคุยกัน คุณพ่อพูดกับลูกสาวว่าวันหยุดครั้งหน้าถ้าพ่อกลับมาจะพามากินของอร่อยๆ กันอีกนะ อยู่กับคุณยายก็เป็นเด็กดีนะ ตัวคุณพ่อเองกินแค่เฟรนช์ฟรายส์ไม่กี่ชิ้น ส่วนไก่ให้คุณยายและลูกสาวกิน แล้วเมโลดี้ก็เข้ามาในหัวผม ก็เลยเกิดเป็นเพลงที่ถูกทิ้งไว้ ส่วนคำถามที่ว่าทำไมดูแตกต่างจากเพลงในอัลบั้มส่วนตัวคิดว่าอยากให้มีกลิ่นเดิมของอัลบั้มแรกเพื่อ เป็นการปูทางไปสู่ดนตรีแบบใหม่ในอัลบั้มที่สองครับ

แจ๊ส : ผมว่าเพลงนี้มันกลิ่นสภาพสุภาพแบบเดิมเลยนะ แต่เราใส่ซาวด์แบบอัลบั้มใหม่เข้าไป

ปูน : ผมมองว่าเพลงนี้มันเป็นรอยต่อระหว่างสภาพสุภาพอัลบั้มแรกกับอัลบั้มนี้


ช่วยเล่ากระบวนการ
แต่ละสเตปให้ฟังหน่อย

ปูน : ถ้าเริ่มจากช่วงของเพลงเวียน เราจะลงมือทำเองแทบทุกกระบวนการยกเว้นการ edit และ mix, mastering และใช้เวลาอยู่ด้วยกันในการทำเพลงแต่ละเพลงแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่นั่งเลือกเสียงต่างๆ รวมถึงการคิดไลน์ของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น

แจ๊ส : เพลงเวียนนี่ Home studio มากๆ เลย หลังจากนั้นเราก็เหมือนเพิ่มเลเวลการทำเพลงของตัวเองขึ้นเรื่อยๆ จนมาเป็นอัลบั้มยังไงล่ะ!

เชื่อว่า ตลอดระยะเวลาการทำเพลง คงมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น ช่วยพูดถึงเรื่องราวที่ประทับใจ และไม่เคยลืม

ปูน: ความประทับใจมันมีอยู่ในทุกกระบวนการของการทำเพลงครับ อัลบั้มนี้มันเป็นการที่ทุกคนได้เอาตัวเองใส่ลงไปในเพลงซึ่งถ้าสังเกตุดูแต่ละเพลงจะมีความชัดเจนของมันอยู่ นอกจากนี้ส่วนมากเป็นเรื่องตลกๆ ที่เราไม่เคยทำกันในชีวิตปกติ อย่างเช่นการต้องตื่นเช้ามากๆ ตุนอาหาร (ขอบคุณมะม่วงโบ๊ยที่เรากินกันไปเป็นจำนวนมหาศาล) เพื่อขึ้นไปอัดเพลงบนสตูดิโอที่อยู่ไกลมากๆ และด้วยความที่ว่าพวกเราไม่มีมือกลองเป็นของตัวเองกันในอัลบั้มนี้ การเขียนกลองในเดโม ถูกเขียนโดยพวกเราที่ไม่ค่อยเข้าใจการเป็นมือกลองเลยมักจะมีลูกส่งที่ประหลาดแหละทำให้มือกลองที่มาอัดหรือ back up ให้เราปวดหัวกัน

 

แจ๊ส : ใช่ๆ ตอนขึ้นไปอัดที่ SL1 Studio ก็สนุกมาก เข้าห้องอัดอาทิตย์หนึ่ง ช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ มันสนุกที่ได้ช่วยกันแหละ ตลกกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จนเหนื่อยอ่ะ และผมก็ชอบตอนเราเขียนเพลงด้วยกันนะ เพลง “ตัวละครหลักที่รักไม่ได้” เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเขียนเนื้อเพลง ตอนเขียนมันส์มาก เราเอาประสบการณ์จากแซงค์มาเขียน เปิดประสบการณ์ใหม่ดีครับ
โจโจ้ : สำหรับผม เรามีโอกาสได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นในช่วงเข้าห้องอัด ได้พูดคุยหัวเราะกัน
แซงค์ : ได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน เรียกได้ว่าเจอกันทุกวัน การอัดเพลงที่ Studio ในวันสุดท้ายได้เกิดเหตุการณ์ไฟดับอัดต่อไม่ได้ ต้องขอขอบคุณเบียร์เย็นๆ ที่ทำให้เราได้มีกิจกรรมทำระหว่างรอให้ไฟมา

อะไรคือเหตุผลที่ควรซื้ออัลบั้มนี้

แจ๊ส : อัลบั้มนี้เรามีส่วนร่วมทุกขั้นตอนตั้งแต่กระบวนการการทำเพลงจนถึงหน้าปกอัลบั้มพวกเราเลือกเองหมดทุกอย่าง เป็นงานที่พวกเราตั้งใจกับมันมากจริงๆ สรุปคืออัลบั้มนี้มันเท่มาก ควรซื้อซะนะ!

โจโจ้ :ใช่ครับเราตั้งใจทำในทุกขั้นตอน ตั้งแต่หว่านเมล็ดพรวนดินไปจนถึงตอนกิ่งเลยครับ

ปูน : ถ้าไม่ซื้อชีวะจักรกลจะครองโลกในปี 2045

แซงค์ : มีไว้ก็เท่แล้ว

อยากบอกอะไรถึงวง SAPAPSUPAP ใน 8 ปีก่อน และ 8 ปีข้างหน้าบ้าง

แจ๊ส : 8 ปีก่อนมันสวยงามในแบบของมันอยู่แล้ว และอีก 8 ปีข้างหน้าก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่

ปูน : เหมือนพี่แจ๊สครับ

โจโจ้ : 8 ปีก่อนก็เป็นพวกเรา 8 ปีหน้าก็ยังคงเป็นเราสภาพสุภาพครับ

แซงค์ : เหมือนพี่โจครับ



สำหรับเราแล้วเรามองว่า ความสวยงามของ SAPAPSUPAP นั้นไม่เคยแตกต่างไปจาก 8 ปีที่แล้วเลย ถ้าจะต่างก็คงเป็นการเติบโตขึ้นอย่างสวยงามในแต่ละช่วงปี

อัลบั้มสภาพสุภาพ และขอที่ระลึกต่างๆ เปิดให้จับจองกันแล้ว
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของ SAPAPSUPAP กันค่ะ

 

ไปตายที่ไหนก็ไป’ สะท้อนความเจ็บปวด ด้วยแรงแค้น จากเมโลดี้แรกของ BEYANO

เรื่องโดย : Pimchanok

ช่วงจังหวะที่เรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ชักชวนเพื่อนที่ทำดนตรีผ่านโปรแกรมมาทำเพลงด้วยกัน จึงเกิดเป็นเพลง ‘Moonlight’ ที่ปล่อยบนแอพฯ streaming อย่างเป็นทางการ โดยวิธีการทำแบบโฮมเมดวีดีโอกับเพื่อนเองทั้งหมด แล้วเพลง ๆ นั้น ก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้หลาย ๆ คนรู้จัก BEYANO ชื่อที่เขาตั้งใจอยากให้เป็นอีกร่างหนึ่งของเขา เหมือนกับชื่อแบรนด์เนมที่สามารถไปแปะอยู่บนผลิตภัณฑ์​ใด ๆ ประกอบกับไอเดียที่อยากให้ชื่อนี้เป็นเหมือนซาวด์จากเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง จึงคิดเอาชื่อและนามสกุลมาบีบรวมกันจาก BENJAMIN PROMYANO เป็น BEYANO 

ตัวตนที่เปรียบเสมือนเครื่องดนตรีชิ้น ๆ หนึ่ง อย่าง BEYANO ได้นำพาความรู้สึกของผู้ฟังคล้อยตามไปกับอารมณ์ของเพลงได้โดยง่าย นั่นเป็นตัวตนที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กของเขา ที่ชอบร้องเพลง ชอบแต่งเพลง และเดินสายประกวดได้รับรางวัล จนครอบครัวมองเห็นแวว จึงสนับสนุนให้เรียนร้องเพลงเป็นจริงเป็นจัง จากสถาบันตามระดับการศึกษา อย่างโรงเรียนนาฏศิลป์เชียงใหม่ กระทั่งมหาวิทยาลัยพายัพฯ สาย Voice Classical

โอกาสก้าวเข้าสู่ค่าย Minimal records

เมื่อได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ค่าย Minimal records แนวเพลงของเขาก็ยังคงกลิ่นของ Electronic pop และ Alternative pop ตามแบบที่เขาชอบ ด้วยความที่ Alternative pop เป็นดนตรีที่ค่อนข้างกว้างและสามารถผสมผสานได้หลากหลาย จึงเป็นเรื่องสนุกที่เขาจะทำเพลงที่โตขึ้น และดาร์กขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BEYANO เอาไว้ และที่สำคัญคือการได้ผลักดันเรื่องเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่ represent โดยตัวตนของเขาเอง

“อยากให้เพลงของเรามีกลิ่นอายของวัฒนธรรม LGBTQ+ ผสมผสานกัน แล้วเอาตัวเองเป็นตัวนำเสนอด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย แบบ unisex หรือ no gender fashion เพราะเราเองก็ทำแบบนั้นตั้งแต่เพลง moonlight แล้ว ทำมาเรื่อย ๆ พอมาอยู่ที่นี่ทางค่ายก็ไม่ได้กำหนดว่าให้เราเป็นอะไร ก็ใส่ตัวตนของเราได้เลย”

 


สำหรับ single แรก ของ BEYANO ในฐานะศิลปินค่าย Minimal records มีช่ือเพลงที่มาจากประโยคประชดประชันว่า “ไปตายที่ไหนก็ไป” หากใครได้ฟังแล้วอาจดูไม่ออกว่าที่มาที่ไปของเนื้อหาเพลงนั้นไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงของเขา แต่กลับถ่ายทอดมาในสไตล์ของ BEYANO ได้อย่างถึงอารมณ์ต่อคนทุกเพศ

“ตอนแรกก็เริ่มแบบไม่มีอะไรในหัวเลย โปรดิวเซอร์ก็ให้โจทย์มาว่าอยากได้ beat กับ tempo แบบไหน ก็เลือกความเร็วของเพลงกัน เราก็บอกว่าอยากให้ซิงเกิลแรกเข้าถึงได้กับทุกเพศและคนทุกกลุ่มมากกว่า”

“พอได้เมโลดี้ ขั้นตอนต่อมาก็เป็นเนื้อหาของเพลง เราไปนึกถึงกลอน ๆ นึงของ Lana Del Rey ที่ว่า ‘Anyone can start again. Not through love, but through revenge. Through the fire, we’re born again. Peace by vengeance, brings the end แปลง่าย ๆ คือ ทุกคนสามารถเริ่มความสัมพันธ์ได้อีกครั้งโดยไม่ได้ผ่านความรัก แต่ผ่านการแก้แค้น ก็เลยหยิบเอาบทกลอนนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์ แต่เราไม่มีประสบการณ์การนอกใจ ก็เลยโทรถามเพื่อน ว่าประสบการณ์ตอนที่แฟนนอกใจเป็นยังไง เพื่อนก็บอกว่า อยากให้มันไปตาย ไปตายที่ไหนก็ไป”

ด้วยความตั้งใจอยากให้ลุคของ BEYANO เติบโตขึ้นและผ่านความเจ็บปวดมามาก จึงมีการวางไอเดียของมิวสิควีดีโอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์เรื่อง American Horror Story ที่มีความดาร์กตาม Mood and Tone ที่เขาต้องการ

“ตอนนั้นนั่งดู American Horror Story แล้วเราก็อยากได้ตีมแบบนี้ เพราะปกติเวลาคิดเพลงก็จะนึกถึง MV ไปด้วย เราคิดว่าต้องการให้ BEYANO ที่มาอยู่ที่นี่มันดาร์กขึ้น แล้วในซีรี่ส์มันจะมีความสยอง ความดาร์ก การฆ่ากัน ล้างแค้นกัน ก็เลยเอามาประยุกต์กับเพลงให้เป็นอารมณ์แบบแก๊งสเตอร์ ที่รับจ้างให้มาแก้แค้นคนที่ทำให้เธอเสียใจ”

ด้วยความตั้งใจอยากให้ลุคของ BEYANO เติบโตขึ้นและผ่านความเจ็บปวดมามาก จึงมีการวางไอเดียของมิวสิควีดีโอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์เรื่อง American Horror Story ที่มีความดาร์กตาม Mood and Tone ที่เขาต้องการ

“ตอนนั้นนั่งดู American Horror Story แล้วเราก็อยากได้ตีมแบบนี้ เพราะปกติเวลาคิดเพลงก็จะนึกถึง MV ไปด้วย เราคิดว่าต้องการให้ BEYANO ที่มาอยู่ที่นี่มันดาร์กขึ้น แล้วในซีรี่ส์มันจะมีความสยอง ความดาร์ก การฆ่ากัน ล้างแค้นกัน ก็เลยเอามาประยุกต์กับเพลงให้เป็นอารมณ์แบบแก๊งสเตอร์ ที่รับจ้างให้มาแก้แค้นคนที่ทำให้เธอเสียใจ”

และที่ขาดไม่ได้เลยคือกลิ่นอายของความเป็น LGBTQ+ ที่จะต้องโดดเด่นในเพลงของเขา จึงเกิดเป็นเส้นเรื่องความใคร่ของทั้งชายหญิง และแรงแค้นที่ดึงให้ตัวละครเติบโตจากการถูกทำร้ายโดยคนรัก

“อยากใส่ความเป็น LGBTQ+ ลงไปใน MV ก็เลยคิดว่าให้ตัวละครที่เป็นแฟนของเรา ไปมีอะไรกับผู้หญิงอีกคนนึง เพื่อให้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถ้าหากตีความแล้วผู้หญิงคนนั้นเขาอาจจะชอบผู้หญิงด้วยกันมาแต่แรกก็ได้ ให้คนดูสามารถตีความได้หลากหลาย”

นอกจากเนื้อหาที่เล่าถึงความหลากหลายทางเพศแล้ว แฟชั่นของ BEYANO ในมิวสิควีดีโอก็ถือว่าถึงพริกถึงขิงไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาตั้งต้นมาแล้ว

“ในเพลงจะมีตอนแรกที่เราทำทรงผมยาว ๆ อยากให้เป็นภาพจำของคน ว่านั่นคือ BEYANO คนปกติที่โดนทำร้ายจิตใจมาตลอด และการแต่งตัวในทุกตอนที่ถูกผู้หญิงทำร้ายก็จะเป็นแนววินเทจ จนเป็นคนปัจจุบันในซีนที่เต้นก็จะสื่อว่าเป็นลุคใหม่ของ BEYANO”

การผลักดัน LGBTQ+ ผ่านบทเพลงของ BEYANO

การผลักดัน LGBTQ+ ผ่านบทเพลงของ BEYANO จะคงอยู่ให้เห็นต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมายแน่นอน เรียกว่าเป็น soft power ที่จะทำให้ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาสังคมในที่สุด

“ก็จะมีการผลักดันเรื่อง LGBTQ+ ไปเรื่อย ๆ เพราะถัาพูดถึงเรื่องนี้มันก็เริ่มเปิดกว้างบ้างแล้ว แต่มันก็ยังต้องการคนผลักดันอยู่ตลอด เราก็นำเสนอความเป็นตัวตนของเราไปเลย อยากให้คนรู้สึกปกติในความหลากหลายทางเพศ อยากให้เห็นจนชิน ยิ่งสื่อกลางเผยแพร่ออกไปเรื่อย ๆ คนก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติ”

สุดท้ายนี้การที่ได้เข้ามาเป็นเฉดใหม่ใน Minimal records เจ้าตัวก็ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นเรื่องท้าทาย เพราะมองว่าฐานผู้ฟังเพลงของค่ายไม่ใช่กลุ่มที่จะเข้ามาฟังเพลงแนวของเขาโดยง่าย แต่เขาก็พร้อมน้อมรับในข้อติชมทุกประการ

“ฝากผู้ฟังและฐานของมินิมอลฯ ด้วยว่า อยากให้ลองเปิดใจฟังเราดู อาจจะงง ๆ นิดนึง (หัวเราะ) แต่อยากจะบอกว่าตัวตนของ BEYANO มันก็มีความเป็นมินิมอลฯ ผสมอยู่ในตัวด้วย ก็สามารถคอมเมนต์หรือติชมได้เสมอ”


‘เมื่อเธอเดินจาก’ : ฝันร้ายที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงง่าย และลงตัวของ LAWIN

เรื่องโดย : Warunchit Seanjaiwut |
ภาพโดย : ployynap

ก่อนหน้านี้ครั้งแรกที่เจอกับลาวิน ก็คงจะเป็นที่กองถ่ายมิวสิควิดีโอเมื่อ ‘เธอเดินจาก’ ตั้งแต่ที่รู้จักกันมาสิ่งหนึ่งที่ค้นพบคือ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีพลังเหลือล้น สดใส เขาทำงานที่ตัวเองรักซึ่งก็คือการเล่นดนตรีอย่างสุดความสามารถ เติบโตผ่านการทำงานที่มากฝีมือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นคนที่มีแพสชันเรื่องงานดนตรีแบบล้นปรี่ ไม่ใช่แค่ทำเพลงให้ดี ยังแต่รวมถึงการวางตัวให้ดีด้วย  และอีกด้านหนึ่ง เขาคือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปี 5 จากคณะสถาปัตยกรรม ที่กำลังจะเรียนจบในเทอมหน้า

จุดเริ่มต้นความฝันบนเส้นทางดนตรีของลาวิน ถ้าจะพูดไปแล้วก็คงเหมือนเป็นพรหมลิขิต เขาเล่าให้ฟังว่าความจริงแล้วก็ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่ช่วงสมัยที่เรียนมัธยมต้น เพราะเมื่อก่อนจากกระแสภาพยนต์เรื่อง Suckseed ทำให้เหล่าเด็กนักเรียนชายในสมัยนั้นทำสิ่งที่เรียกว่าการ ‘รวมวง’ ลาวินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเริ่มต้นจากการเป็นมือกีตาร์มาก่อนตอนสมัยมัธยมต้น

พอหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมัธยมปลายก็จับพลัดจับผลูมาอยู่ในตำแหน่งนักร้องนำ แทน แต่น้องบอกถึงความรู้สึกกับเราว่าไม่ค่อยจะชินกับตำแหน่งนี้สักเท่าไหร่ แต่หลัก ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของเขาก็เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างนี้แหละ บวกกับสมัยตอนเรียนมัธยมที่ทำให้เขารู้สึกว่าแพสชั่นการเล่นดนตรีของตัวเอง เริ่มขึ้นมาจากช่วงนั้นเอง

แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกับจริงจังว่าต้องเป็นนักดนตรีจริงจัง ถึงแม้ที่บ้านจะสนับสนุนส่งไปเรียนดนตรี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนุกอะไร ชอบที่จะมาเล่นเองมากกว่า

“จริงๆ ตอนเด็กๆ พ่อก็ชอบให้เล่นดนตรี เพราะคุณพ่อเองก็เล่นกีตาร์ด้วย เขาก็ซื้อกีตาร์ให้ พาไปเรียนกีตาร์ แต่ก็ไม่ได้เป็นแรงจูงใจขนาดนั้นถ้าเทียบกับสังคมตอน ม.ต้น เป็นกีตาร์คลาสสิค ซึ่งก็เรียนเป็นพื้นฐานให้มีความรู้

ก่อนที่จะมาทำเพลงลงช่องยูทูปของตัวเอง เขาก็เล่าให้ฟังว่าพอเริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสเปิดโลกการฟังเพลง ซึ่งแตกต่างจากตอนเรียนอยู่สมัยมัธยมต้นที่ส่วนใหญ่ตอนนั้นจะฟังประเภทเพลงร็อคตามกระแส 

“ช่วงมหาลัยเราก็เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ฟังเพลงสากลที่มีกรูฟ ที่เป็นจังหวะโดดเด่นแบบซ้ำ ๆ เป็นที่จดจำ ทำให้ตัวเพลงฟังดูน่าดึงดูด ไม่ได้หนักไปทางร็อคเหมือนเมื่อก่อน และนอกจากเพลงที่มีกรูฟ ก็มีรีฟกีตาร์ ที่เด่นขึ้นมา ส่วนของเนื้อเพลงเราก็ค่อนข้างซีเรียสกับการเชื่อมคำ การวางคำต่าง ๆ ในเนื้อเพลง เรารู็สึกว่าเพลงสมัยนี้บางที่การใช้คำ คำเชื่อมอาจจะถูกลดความสัมพันธ์ไปบ้าง อย่างเราชอบเพลงเก่าๆ ของ ธีร์ ไชยเดช ที่ในเนื้อเพลงมันดูมีอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น”

ป้าหมายของเขาบอกกับเราไว้ว่าที่เคยวาดฝันไว้คร่าว ๆ ว่าหากถึงจุดหนึ่งถ้าแก่ตัวไปก็อยากจะทำเพลงไปเรื่อย ๆ อยากอยู่กับดนตรีไปตลอดจนถึงวันที่เล่นไม่ไหว 

ตั้งแต่ลาวินเริ่มทำเพลงเองลงชาแนลของตัวเอง จนมาถึงวันนี้ที่ได้มาเป็นศิลปินในค่ายก็เรียนรู้เติบโตขึ้น โดยเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้ที่ทำเพลงเองแทบจะไม่มีความรู้เลย ในการอัดเพลงและการใช้อุปกรณ์อัดเสียงที่ได้มาจากคุณพ่อซึ่งขณะนั้น เขาเองก็ไม่ ได้มีความรู้ทั้งเรื่องการอัดเสียง และการใช้อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ มากนัก ส่งผลให้คุณภาพของเพลงดูจะไม่ได้เป็นไปดั่งใจเสียทีเดียว 

“แต่พอหลังจากที่เราทำเพลงแรกแล้ว ในเพลงที่สองเราก็รู้แล้วว่าเราบกพร่องตรงไหนยังไง ก็เอามาพัฒนาปรับปรุง การทำงาน พอเราได้ก้าวเข้ามาทำงานในค่ายแล้วก็ยังได้อัดในส่วนของตัวเองอยู่บางส่วน ซึ่ง เราก็ทำให้เราได้พัฒนาความรู้ ประสบการณ์มากขึ้น”

ส่วนในด้านเนื้อหาของเพลงที่เติบโตขึ้นลาวินบอกกับเราว่าตอนนี้การปรับเปลี่ยนการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม โดยแต่เดิมวิธีการทำงานของเขาคือการจมอยู่กับไอเดียและเพลงนั้น ๆ  แต่ตอนนี้ถ้าเพลงไหนเขียนไปแล้วเจอทางตัน ก็จะหยุดพักไว้ก่อนแล้วไปเขียนเพลงอื่นก่อน ส่วนในด้านของเนื้อหาก็พยายามจะใช้เหตุการณ์ สถานการณ์ใหม่ ๆ มาเป็นนำเสนอเป็นเนื้อหาในเพลง



“เพลงของผมที่เขียนก็จะมีทั้งประสบการณ์ของตัวเอง และจากประสบการ์ของคนอื่นด้วย มีหลายอย่างครับบางทีผมก็จะจินตนาการขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่จะเริ่มมาจากคอร์ดกีตาร์ครับ แล้วก็จะลองสัมผัสอารมณ์มันแล้วค่อยจำลอง หรือเอาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาใส่ทีหลังครับ เรียกว่าเริ่มจากเมโลดี้ก่อนก็ได้ครับแล้วที่เหลือจะตามมา”

โดยในการทำงานส่วนใหญ่ลาวินค่อนข้างชอบที่จะใช้ทางคอร์ดเมเจอร์บวกกับ เนื้อหาของเพลงที่เศร้า ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ทางคอร์ดไมเนอร์กับเพลงเศร้ามากกว่า เลยทำให้เพลงของเขามีคอนทราสท์ และทำให้เพลงดูมีมิติมากกว่า ซึ่งที่ปล่อยไป ‘เมื่อเธอเดินจาก’ ก็เริ่มต้นโดยเริ่มจากคอร์ดก่อน แล้วตามมาด้วยกรูฟ และรีฟกีตาร์ที่ทำให้รู้สึกว่าดนตรีมีความพุ่ง รวมกับเนื้อหาของเพลงที่ทำให้ออกไปทางอารมณ์ทำนองประชดประชันกัน

“เนื้อหาของเพลงก็จะพูดถึงอาการของคนเพิ่งถูกทิ้งมา หรือเป็นอารมณ์ประชดคนรักเก่าที่ทิ้งเราไป ส่วนที่มาของเนื้อหาเหตุการณ์ก็เป็นการคิดจำลองขึ้นมาเองครับ เช่นท่อนแรก ‘น้ำตารินอีกครั้ง ไหลชโลมแผ่นหลัง ผู้ที่เดินจากฉันไปไม่กลับ’ พอเราขึ้นท่อนแรกมาได้ก็เอามาจินตนาการแต่งต่อ”

เนื้อหาในส่วนของ MV ‘เมื่อเธอเดินจาก’ จะพูดถึง ‘ฝันร้าย’ อันมีที่มาจากฝันร้ายในความสัมพันธ์ของลาวินคือ การถูกลืมเลือน หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยที่ไม่รู้ตัว หรือการถูกเฉยชาใส่ เรียกได้ว่าเป็นอาการที่ทำใจได้ยากสำหรับคนถูกทิ้ง เปรียบได้กับฝันร้ายที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น โดยในมิวสิควิดีโอมีภาพแทน ‘ผีผู้หญิง’ เป็นฝันร้ายที่เกิดขึ้น เหมือนผีที่ตามหลอกหลอน

และถ้าหากเทียบกับผลงานก่อนหน้าสิ่งที่เป็นเสน่ห์ของเพลงนี้ก็คือรีฟกีตาร์ที่โดดเด้นขึ้นมาอย่างชัดเจน และจังหวะกรูฟของกลอง และเบสที่เพิ่มเข้ามาแล้วให้ความรู้สึกแน่น และชัดเจนมากขึ้น ส่วนความแตกต่างก็แน่นอนว่าเป็นเรื่องของเครื่องดนตรี ที่พัฒนาขึ้นทุกชิ้นมีความเป็นฟูลแบนด์มากขึ้น เพราะลาวินคำนึงการเล่นสดมากขึ้นด้วย อยากให้เห็นถึงเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเยอะขึ้น เพราะแต่ละเครื่องดนตรีก็มีลูกเล่นที่แตกต่างกัน



“ผมก็คิดถึงการเล่นสดมากขึ้น เพราะถ้าเล่นเต็มวงก็จะมีเครื่องดนตรีที่หลากหลายมากขึ้น เวลาคิดพาร์ทดนตรีก็ต้องคำนึงการเล่นจริงมากขึ้น คือเมื่อก่อนทำเพลงคนเดียวก็จะไม่มีกลองจริง แต่พอเราทำเพลงนี้แล้วคิดถึงการเอาไปเล่นสด ในส่วนของการคิดเราก็จะออกแบบดนตรีให้มันชัดเจนมากขึ้น การอัดเสียงก็หลากหลายมากขึ้น จริงจังมากขึ้น ไปอัดเสียงที่สตูดิโอมากขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ที่ผมทำเพลงแบบโฮมสตูดิโอ (หัวเราะ) จากตอนแรกที่อัดในห้องนอนตัวเอง เมื่อก่อนแทบจะไม่มีความรู้เลย ไม่รู้ว่าต้องยืนตรงจุดไหน หรือทิศไหนของไมค์ ไม่รู้ว่าต้องมีฟิลเตอร์กันลม เสียงพีคคืออะไร ไอ่เสียงพีคที่ขึ้นกระพริบแดง ๆ ผมก็พึ่งจะมารู้นี่แหละครับ (หัวเราะ) ก็อาศัยครูลักพักจำไปด้วย ไม่ก็ศึกษาเองจากยูทูปไปด้วย ถามคนอื่นที่เขามีประสบการณ์ ความรู้ทางด้านนี้ด้วย หรือในเพลงเก่ามันมีข้อบกพร่องตรงไหนเราก็ไปขอคำชี้แนะ คำแนะนำจากคนอื่น”

โดยความท้าทายที่ยากที่สุดของเพลงนี้สำหรับลาวินคือ ก่อนที่จะมีการอัดเพลงนี้ต้องมีการทำเดโมขึ้นมา และการอัดไกด์ก็มี ความยากหรือข้อจำกัด คือเป็นที่สกิลในการถ่ายทอดออกมาที่มีส่วนทางกับความต้องการที่อยากได้
ดังนั้นก็ต้องคิดเผื่อด้วยว่าตัวเขาเองไม่ได้สามารถถ่ายทอดออกมาได้หมดในเดโมนั้น“ผมก็ต้องพยายามคิดเผื่อว่าจะอัดเดโมในส่วนของตัวเองยังไง ให้สามารไกด์คนที่ไปอัดจริงได้ในทิศทางที่เราต้องการงี้ครับ เป็นการชาเลนจ์ตรงนั้นมากกว่าว่าจะทำยังไงให้ไปถึงในระดับที่เราอยากได้ เพราะบางทีผมก็พูดออกมาไม่ถูกก็พยายามใช้ดนตรีพูดแทน”

ลาวินตั้งเป้าหมายไว้ว่าหลังจากที่ปล่อยเพลงนี้ออกมาก็พยายามที่จะทำผลงาน ต่อมาให้มีระยะห่างจากกันไม่มากให้มีความต่อเนื่อง และอยากลองทำให้เครื่องดนตรีหลากหลายมากขึ้น

“ผมอยากใส่เครื่องดนตรีเข้าไปอีกในเพลงต่อ ๆ ไปให้เพิ่มมากขึ้น อาจจะออกมาเป็นอีกแนว หรืออีกกรูฟหนึ่งที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็น Funk มันอาจจะเป็น Accoustic ก็ได้ เพราะผมอยากลองอัด Accoustic แบบเต็มที่มากขึ้นครับ รู้สึกว่ามันน่าจะท้าทายดี และหลากหลายมากขึ้น”

และลาวินก็คาดหวังไว้ว่าถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลองเริ่มเล่นบนเวทีเล็ก ๆ ก่อน เพราะยังไม่เคยเล่นเต็มวงจริงจัง หรือในนามศิลปินที่เล่นสดก็นับได้ว่ายังไม่เคยเลย


สุดท้ายลาวินอยากให้ทุกคนได้ลองฟังเพลง ‘เมื่อเธอเดินจาก’ เพราะหลังจากได้มาลองทำด้วยเครื่องดนตรีที่มีส่วนผสมของความเป็นฟูลแบนด์แล้วก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวเองอยากสื่อออกมาอย่างเต็มที่มาโดยตลอด 

“อยากให้ทุกคนได้ลองฟังกันนะครับ มันต่างจากผลงานที่เคยทำก่อนหน้านี้คนเดียวแน่นอนครับ จะได้เห็นพัฒนาการความแตกต่างระหว่างตอนทำแบบโฮมสตูดิโอ กับสตูดิโออัดเพลงจริง ๆ ครับ รวมไปถึงคุณภาพ ทิศทาง กระบวนการทำงานก็อยากให้ฟังกันเพราะจะรู้สึกได้จากการฟังเพลงนี้ครับ



” GROW ” สภาพสุภาพ : Sad boy เรียนรู้ และเติบโตขึ้นเพื่อหลุดพ้นวนเวียนของความผิดหวัง

การกลับมาอีกครั้งของสี่หนุ่ม ‘สภาพสุภาพ’ อันประกอบไปด้วย แจ๊ส-นวรัตน ประสานเนตร (กีต้าร์/ร้องนำ) / โจ-วงศกร รุ่งทรัพย์รังษี (กีต้าร์) / แซงค์-จตุพล รอบรู้ (เบส) / ปูน-ศิรวิชญ์ โสภาจารีย์ (คียบอร์ด/ซินธิไซเซอร์) วงดนตรี Alternative Rock ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นด้วยกลิ่นอายที่ชวนล่องลอย ชวนให้ผู้ฟังจมดิ่งไปกับความรู้สึก ด้วยเนื้อหาที่ลุ่มลึก ปวดร้าว และตัวตนที่ละม้ายคล้ายกับเป็นเพื่อนสนิทกับความเศร้าหมองมาเป็นอย่างดี ที่สามารถรับรู้ได้จากสองบทเพลงที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้อย่าง ‘ความผิดหวัง’ และ ‘เวียน’

ในซิงเกิ้ลล่าสุดอย่าง ‘GROW’ ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในด้านของเนื้อหา และดนตรีโดยแจ๊สก็ได้บอกกับทางเราว่าอันที่จริงเพลงนี้เป็นเพลงที่เขียนไว้นานมาแล้วเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ที่พึ่งจะได้เอากลับมาทำในช่วงเวลานี้ เพราะอยากที่จะเปลี่ยนอารมณ์เพลงของวงที่ในเพลงก่อนหน้านี้หลาย ๆ เพลงที่มีท่วงทำนองหม่น ๆ ชวนเศร้า ให้มีความสดใสขึ้น ด้วยซาวด์ดีไซน์ที่ช่วยสร้างบรรยากาศชวนให้มูฟออนจากความผิดหวัง

“อันนี้จริง ๆ เป็นเพลงที่แต่งไว้นานแล้ว ประมาณ 8 ปี เอาจริง ๆ ก็อยากเปลี่ยนอารมณ์เพลงของสภาพสุภาพด้วย และมันก็เกี่ยวกับพาร์ทดนตรีด้วย เพราะพาร์ทดนตรีสำหรับเพลงนี้มันใหม่สำหรับวงเหมือนกัน” – แจ๊ส


และในเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจึงพ่วงไปด้วยความสงสัยว่า แล้วอย่างนี้จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่อทิศทางแนวเพลงของสภาพสุภาพในอนาคตบ้างไหม ซึ่งทางปูนก็ได้ให้ความเห็นว่า“จริง ๆ บางเพลงมันก็ต้องกลับไปเศร้าเหมือนเดิมแหละ แต่อันนี้มันคืออีกอารมณ์นึงของเพลงเฉย ๆ ก็คือไม่ได้ทิ้งความเป็นสภาพไปทั้งหมด” -ปูน

แจ๊สบอกกับทางเราว่าสำหรับความตั้งใจจริง ๆ แล้วอยากที่จะเอาเพลง GROW นี้ไว้เป็นลำดับสุดท้ายในอัลบั้ม เพราะกลิ่นอายของเพลงในผลงานชุดใหม่นี้ ทางวงอยากที่จะเปลี่ยนจากกลิ่นอายจากป่า จากความเป็นโฟลค์จ๋า ๆ ที่เหมือนกับการหนีเข้าป่าหลีกหนีความวุ่นวายเพื่อเรียนรู้หาความสงบ เเต่ตอนนี้พร้อมเเล้วที่จะกลับเข้ามาในเมืองเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น

“อัลบั้มแรกมันจะเป็น folk จ๋าๆ ไปเลย สมมติให้เห็นภาพง่าย ๆ ก็คือ อัลบั้มแรกมันจะเหมือนอยู่ในป่า แต่อัลบั้มนี้มันจะเหมือนอยู่ในเมืองแล้ว อยู่ในเมืองที่แบบ dystopia เป็นเมืองที่ล่มสลาย”- แจ๊ส

แล้วสาเหตุที่ตั้งชื่อให้กับเพลงว่า ‘GROW’ ที่แปลว่า ‘เติบโต’ ปูนก็ได้ให้ความหมายอย่างชัดเจนว่าถ้าหากพูดถึงเนื้อหาของเพลงที่คนเรามักเติบโตจากความเจ็บปวด

“เปรียบกับพวกเราเองที่เป็นศิลปิน มันก็เหมือนกับที่เราเติบโตขึ้นจากแนวดนตรีเดิม ๆ เป็นการเติบโตทั้งในส่วนของตัวเนื้อหาในเพลง และตัวศิลปินเองครับ

และอย่างที่แจ๊สได้บอกกับเราไปในตอนแรกว่าเพลงนี้ไม่ได้เป็นเพลง ที่เขียนขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเพลงที่เขียนเอาไว้มานานแล้ว ปูนก็พร้อมบอกเหตุผลกับเราว่าเพราะอะไร ทางสภาพสุภาพถึงได้อยากที่จะหยิบเอาเพลงนี้มาพัฒนา และต่อยอดในช่วงเวลานี้ที่เป็นเวลาที่เหมาะสมแก่การทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ของวง

“เหมือนช่วงนั้นเพลงมันถูกแต่งขึ้นมาทั้ง ๆ ที่วัตถุดิบต่าง ๆ ที่พวกเรามีไม่ว่าจะเครื่องดนตรี หรือวิธีการเล่นมันยังไม่พร้อมสำหรับเพลงนี้ แต่ตอนนี้เรามีวัตถุดิบที่มากขึ้น วิธีการทำเพลงที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม พวกเราเลยคิดว่ามันถึงเวลาแล้วแหละที่เราจะหยิบเอาเพลงนี้กลับมาทำอีกครั้งนึง” – ปูน

ส่วนเนื้อหาของเพลง ‘GROW’ นี้ ทางแจ๊สได้อธิบายให้ฟังกันคร่าว ๆ ว่าตอนที่เขียนตอนแรกๆเนี่ย เขาจินตนาการเห็นถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูเหมือนกำลังเศร้าอยู่ ทำให้ตัวเขาอยากเข้าไปปลอบผู้หญิงคนนั้นทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

“เราอยากให้มันเป็นเพลงที่ให้กำลังใจให้กล้าที่จะก้าวข้ามผ่าน กล้าที่จะมูฟออนออกจากเรื่องที่กำลังเศร้าอยู่” – แจ๊ส

 



อย่างที่เราทราบกันโดยทั่วไปคำว่า ‘GROW’ มีความหมายว่า เติบโต โดยปูนบอกว่าความหมายของชื่อเพลงก็เป็นสิ่งที่งดงามสำหรับเพลงนี้ เพราะถ้าหากเราพูดถึง การเติบโต เราสามารถมองการเติบโตในความหมายนี้ได้หลายแบบมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพของร่างกายที่ตัวพวกเขาเองโตขึ้น มีความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงในด้านของความนึกคิดที่โตตามวัยไปด้วย เหมือนกับพวกเขานำเอาทั้งความเศร้า ความผิดพลาดในอดีตมาพัฒนาตัวเองให้ ‘เติบโต’ ขึ้น

นอกจากนี้โจยังได้เล่าถึงเกี่ยวกับประสบการณ์ขั้นตอนการทำเพลงนี้ว่าสภาพสุภาพทุกคนเอง ก็รู้สึกตื่นเต้น และสนุกไปกับทุก ๆ ขั้นตอน เพราะพวกเขาอัดเพลงนี้เองกันแทบจะทุก ๆ ไลน์กันเองเลย ซึ่งทุกกระบวนการเกิดขึ้นจากการไปรวมตัวกันที่บ้านของแจ๊ส ทำให้พวกเขาได้ปรับความเข้าใจกันมากขึ้น ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และเติบโตไปพร้อม ๆ กัน

“มันเหมือนกับพวกเราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ได้แชร์ไอเดียแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากขึ้น ก็เหมือนกับชื่อเพลง GROW ไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่เติบโต มันรวมไปถึงความสัมพันธ์ของพวกเราเองสภาพสุภาพมันก็เติบโตขึ้นจากจุดนี้ด้วย” -ปูน

ก่อนที่แซงค์จะเสริมขึ้นมาอีกว่าในเพลงนี้เหมือนการลองออกนอกเซฟโซนของตัวเองได้ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ นอกเหนือจากประสบการณ์เดิม ๆ ทำให้เพลงนี้เปรียบดั่งภาพสะท้อนที่ชัดเจน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตในพาร์ทของทั้งดนตรี และเนื้อหา

“ได้เข้ามาทำเพลงที่ใช้แนวดนตรีใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ทำ ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่กับวงที่เขาทำเพลงร็อคจริงจัง เขาก็จะใส่ดนตรีหนัก ๆ แน่น ๆ แต่พอเราได้มาทำงานกับสภาพสุภาพก็ได้ทำซาวนด์ที่ใส่ลูกเล่นต่าง ๆ ซินธ์ไธเซอร์มากขึ้น หรือเวลาเรามีไอเดียอะไรใหม่ ๆ เราก็จะลองเสนอพี่แจ๊สแลกเปลี่ยนกัน อันไหนเห็นตรงกันเราก็จะนำเอาไปปรับใช้ต่อ” -แซงค์

ส่วนของปูนที่เคยร่วมงานกับทางสภาพสุภาพมาตั้งแต่อัลบั้มก่อนอย่างเพลง ‘จม’ ก็เคยได้มีโอกาสร่วมการแสดงสดกับวงหลายๆครั้งก่อนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในวงอย่างเต็มตัว

“ด้วยความที่ว่าพี่แจ๊สอยากได้ลูกเล่นอะไรใหม่ ๆ ที่เป็นเสียงสังเคราะห์เพิ่มเราก็เลยได้เข้ามาช่วยดูแลในจุดนี้ ทำให้มีโอกาสปรับภาพ และซาวนด์เดิม ๆ ของวงให้ใหม่มากขึ้นโดยที่ยังไม่ได้เสียตัวตนของสภาพสุภาพไป” -ปูน

“เรียกได้ว่าแต่ละคนก็ต่างมีสิ่งที่ชอบของแต่ละคนอยู่แล้ว พอได้มารวมตัวกัน สภาพสุภาพก็คือสภาพสุภาพนั่นแหละ เป็นวงแซดบอย ทำเพลงอกหัก เพลงที่อารมณ์หม่นๆ (หัวเราะ)” -แซงค์

คำถามสุดท้ายก่อนที่จะจบบทสนทนากับสภาพสุภาพผู้เขียนมีประโยคนึงที่เคยเจอในคอมเมนต์ยูทูปมิวสิควิดีโอเพลง ๆ หนึ่งของวง ที่ว่า ‘บทเพลงสามารถช่วยเยียวยาคนเราได้’ แจ๊สได้บอกกับเราว่ารู้สึกดีใจกับความเห็นนี้ เพราะแจ๊สเองก็มีความต้องการให้เพลงที่ใช้ความเศร้าเล่าผ่านบทเพลง เคยจมดิ่งไปกับกองน้ำตา หรืออยู่ในห้วงเวลาแสนเจ็บปวด และเพลงของพวกเขาเองที่อยู่เป็นเพื่อนคอยเยียวยาให้หัวใจกลับมาแข็งแรง หากทุกสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ในความทรงจำ

“เหมือนกับพวกเราได้ช่วยคนอื่นได้ ซึ่งเพลงของเราก็อาจจะไปตรงกับความรู้สึกของใครบางคนแล้วมันก็สามารถทำให้เขาค้นพบความรู้สึกอะไรบางอย่าง ซึ่งเราก็รู้สึกขอบคุณเพราะลึก ๆ แล้วสภาพสุภาพเองก็ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว” -แจ๊ส

ทิ้งท้ายจบบทสนทนากับสภาพสุภาพ พวกเขาก็ฝากบอกว่าอย่าลืมติดตามเพลงทุก ๆ เพลงของวง โดยเฉพาะเพลงใหม่เป็นเพลงที่พวกเขาตั้งใจกันมาก ๆ และมีความสุขมากกับมันที่อยากจะส่งต่อความสุขไปให้ทุกคนผ่านเพลง

“ต้องบอกว่า แฮปปี้แน่นอนครับเพลงนี้ฟังแล้วมีกำลังใจในการใช้ชีวิตแน่นอนครับ ฝาก facebook สภาพสุภาพ และ IG sapapsupap แล้วก็มี channel  ในยูทูป ในนั้นมีคลิปทำอาหารแล้วก็มี cover เพลงวันคริสมาสต์ด้วย[หัวเราะ]” -แจ๊ส

“มันเป็นเพลงที่สภาพได้ลองทำอะไรใหม่ๆ อยากให้ลองฟังกันดู เปลี่ยนจากฟังแล้วเศร้ามาเป็นแบบให้กำลังใจกันบ้าง” -แซงค์

“จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่สำหรับเพลงใหม่นี้แต่เพลงเก่าๆ อย่างน้อยถ้ามันตรงกับความรู้สึกของใครที่มาฟัง ก็อยากให้รู้ว่าทุกคนไม่ได้รู้สึกแบบนี้อยู่คนเดียว แต่ยังมีเพลงของเราที่ยังรู้สึกแบบนี้ไปกับทุกคนอยู่ด้วย” -ปูน

“เพลงของสภาพสุภาพฟังกับอะไรก็อร่อยครับ (หัวเราะ)” -โจ

“จีบหมา (Flirt The Dog)”

“จีบหมา (Flirt The Dog)” ที่เปิดเพลงมาด้วยดนตรีที่มีความเรียบง่ายทำนอง  และเนื้อร้องติดหู ชวนร้องตาม ที่มีเนื้อหาเล่าถึงตัวแทนของคนที่มักจะแพ้ในเรื่องของความรักเรื่อยไป แล้วคอยตั้งคำถามกับเรื่องของความรัก จนต้องมานั่งบ่นกับตัวเองอย่างตัดพ้อว่า “สงสัยชีวิตนี้คงต้องไปจีบหมาละมั้ง” จากวง The Bandit Boy วงดนตรี pop rock ที่ประกอบไปด้วย เอเชีย – พชร พุทธาภิสิทธิกุล (ร้องนํา) ,โจ้ – นภกร บรรณวัฒน์ (กลอง) ,ไฝ – ธนภัทร วิริยะพงษ์ (เบส) ,แฮม – วรปรัชญ์ สมพงษ์ (กีต้าร์)

ทางวงบอกกับเราว่า ‘ จีบหมา ’ จริงๆ แล้วเป็นเพลงแรกสุดเลยที่สมากชิกคนอื่นๆ ในวงทำกันมาก่อนประมาณเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่เอเชียจะเข้ามาเป็นนักร้องนำ เป็นเพลงที่เสร็จก่อนเพลงอื่นๆ เลย
“จริงๆแล้ว จีบหมาเป็นเพลงแรกที่ทำเสร็จก่อนเพลงอื่นๆ เลย ก่อนเพลงสูตรอมตะอีก แต่เพลงสูตรอมตะถูกปล่อยไปก่อนเลยจะดูเหมือนว่าจีบหมาเป็นเพลงใหม่ แต่เพลงที่ใหม่กว่าก็คือสูตรอมตะ (หัวเราะ)” – เอเชีย


หลังจากที่วงได้ปล่อยเพลง ‘จีบหมา’ ออกมานั้นเรา (ผู้เขียน) ติดใจท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงที่ร้องว่า ‘ไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำ’ จึงได้ถามที่มาของชื่อเพลง และท่อนเนื้อร้องดังกล่าว ไฝก็เป็นคนตอบที่มาของเพลงว่า เนื้อเพลงเขียนตอนที่ได้ไปบ้านพี่อู๋ เป็นหลังจากที่ทำเมโลดี้เสร็จแล้ว แต่ตอนแรกเนื้อเพลงมันจะเล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไฝเองก็บอกกับเราว่าจำไม่ได้แล้วว่ามันเป็นเนื้อหาอะไร (หัวเราะ) ไฝก็เลยนั่งเขียนเนื้อเพลงใหม่ แต่พอเขียนไปเขียนมาก็เขียนไม่ได้ แล้วอยู่ๆ พี่อู๋ The Yers ก็พุ่งท่อนนี้ขึ้นมาว่า ‘ไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำ’




“เราก็รู้สึกว่าเออมันฟังดูสนุกดี เลยเอาต่อยอดกันดูว่าทำไมมันถึงต้องไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำวะ ก็เพราะไม่มีใครเอา ไม่รู้จะไปจีบใคร ก็เลยประชดว่าจะไปจีบหมาไปจีบหนูไปดูสัตว์น้ำ มันก็ได้เนื้อของคีย์มา แล้วเราก็เอาไปต่อเป็น ไปขี่ม้า ไปจีบควาย ให้มันรู้ไป แล้วเราก็มาขยี้เนื้อเพลง เริ่มเขียนตั้งแต่เวิร์สใหม่อีกรอบนึง ก็คือเอาคีย์ตรงนั้นเป็นคอนเซ็ปท์หลักเลย แล้วเราก็วางแผนไว้เลยว่าต่อไป The Bandit Boy จะเขียนเนื้อเพลงให้ดูมีความกวนอยู่ข้างใน มีความเกินจริง

ปล่อยให้มันหลั่งไหลไปตามจินตนาการของเรา หลังๆ มาเนื้อเพลงก็เลยจะมีความเลอะเทอะ (หัวเราะ) เต็มไปด้วยจินตนาการมากขึ้น มันจะไม่ใช่แบบคำเท่ ๆ เหมือนอัลบั้มแรก ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อย่างสูตรอมตะ ก็จะเป็นแบบ โดนมีดแทง สิบแผลก็ไหว โดนปืนยิงสิบนัดก็ไม่ตาย หรืออย่างในเสียเวลาย้อนเวลาก็จะมีท่อนอย่าง ให้ฉันนั่งไทม์แมชชีนไปกี่ครั้ง” – ไฝ

เรื่องที่ยากในการทำเพลงนี้คืออะไร? เป็นคำถามที่เราถามกับทางวง หลังจากที่พอสัมผัสได้ว่าการทำงานของวงมีทิศทางที่ค่อนข้างจะไปได้ด้วยดี เอเชียก็บอกกับเราว่าความยากของเพลงนี้สำหรับเอเชียคือเพลงนี้เป็นเพลงแรกเลยที่ได้ร้อง หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกในวงได้ไม่นาน แต่ว่าวันนั้นต้องอัดพร้อมกันสองเพลงเลย คือเพลงจีบหมา กับเพลงสูตรอมตะ

“ผมร้องเพลงสูตรอมตะเข้าปากกว่าเพลงจีบหมา เพราะผมไม่ได้อยู่ในกระบวนการทำเพลงตั้งแต่แรก เเต่ผมต้องร้องจีบหมาให้เหมือนสูตรอมตะให้ได้” – เอเชีย

ก่อนที่วงจะเล่าว่าอันที่จริงแล้วเพลงจีบหมาอัดเสร็จไปตั้งแต่วันแรก แล้วพอมาถึงวันที่สองก็มาอัดสูตรอมตะกันต่อซึ่งใช้วิธีร้องเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่พอหลังจากอัดสูตรอมตะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในวงมีความเห็นตรงกันว่าเอเชียต้องร้องแบบเพลงสูตรอมตะนี่แหละ เลยต้องมานั่งรื้อเพลงใหม่ อัดเพลงจีบหมาใหม่กันหมด แฮมบอกพร้อมด้วยเสียงหัวเราะว่าความยากหลังจากที่มารื้อเพลงอีกรอบคือต้องเล่นให้น้อยลง แต่ให้มันมากขึ้น เพราะความยากเพลงนี้มันคือตอนคิดเมโลดี้ แล้วก็ดีไซน์เพลง ที่ทีแรกทางวงรู้สึกว่าทำเมโลดี้แรกมาไม่ค่อยพอใจเลย แต่ว่าในส่วนของซาวด์ดีไซน์ทางวงสนุกกับมันมาก ให้ความรู้สึกเหมือนได้วิ่งเล่น ซึ่งไฝบอกว่ามันเยอะมากๆ เยอะกว่าเครื่องดนตรีของทุกคน มันเหมือนทุกคนได้ช่วยกันออกไอเดีย จับเสียงนี้มาวางเลเยอร์นี้ จับเสียงนี้มาวางตรงนี้ เลเยอร์นี้กี่ชั้น ตรงนี้มีลูกเล่นของเสียงสังเคราะห์อะไรยังไงบ้าง

“ส่วนหนึ่งก็คือเราไม่อยากให้ซาวด์มันเป็นแบบ วงร็อกก้าวร้าวที่เขาจะใช้ซาวด์ EDM ซาวด์ Trap ตามยุคสมัยอะไรอย่างนี้ มันก็เลยจะต้องมานั่งเหนื่อยกับการทำงานกับซินธิไซเซอร์เยอะหน่อย แต่ก็สนุก สนุกกว่าตอนนั่งเขียนเนื้ออีก (หัวเราะ)” – ไฝ

โจ้บอกกับเราว่าในการทำเพลงหลังจากการปรับเปลี่ยนทิศทางดนตรีก็ไม่ได้มีแค่เรื่องยาก แต่ก็มีเรื่องสนุก ๆ อยู่เพราะถ้าเป็นการเล่นเพลงแบบเก่า สมาชิกในวงจะเล่นยากกว่าเพราะจะต้องมาพะวงลูกเล่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามาต่างจากดนตรีแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นสดมากขึ้นเฉพาะ ทำให้เล่นได้ง่ายกว่า

“เพราะถ้าเป็นอันเก่าเนี่ย พี่จะนับในใจ นับทั้งเพลง (หัวเราะ) อันนี้มันโฟล์ว เล่นง่ายกว่า” – โจ้

“เวลาเราเล่นก็กระโดดได้ง่ายกว่า (หัวเราะ)” – แฮม

ส่วนทิศทางขั้นต่อไปของวง ไฝก็เผยว่าตอนนี้พวกเขาสนุกกับการทำเพลงป๊อปไปแล้ว ต่อไปก็ยังจะทำเพลงป๊อปไปเรื่อยๆ พร้อมกับโจ้ที่ให้คำนิยามว่าเป็น ‘เพลงฮิตที่ตีหัว’ ประมาณว่าเป็นเพลงป๊อป ที่ยังมีตัวตนพวกเขาใส่เข้าไปด้วย

“เราจะยังทำเพลงที่คนอื่นก็ชอบ แล้วเราก็ชอบด้วย ไม่ได้จะเอาใจคนฟังอย่างเดียว เพราะตั้งใจที่จะทำให้ทั้งเราเเละคนฟังชื่นชอบไปด้วยกัน”
– The Bandit Boy –

‘Passenger’: เที่ยวโดยสาร ‘ปลอดอำนาจ’ ที่ออกเดินทางไปพร้อมกับ VELS. เผชิญหน้าสู่ความเป็นจริงที่ไม่น่าอภิรมณ์

เรื่องโดย : วรัญชิต แสนใจวุฒิ
—————————–
VELS. เป็นวงดนตรีร็อกสไตล์ Alternative & Psychedelic rock ที่มีชื่อย่อมากจากสำนวนภาษาอังกฤษที่กล่าวว่า ‘VILE EVIL LIVES’ ซึ่งพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ต้องการถ่ายทอด และตีแผ่เรื่องราว ‘ความจริง’ ที่คอยแฝงตัวอยู่ตามซอกหลืบอันมืดมิดของสังคม และภายจิตใจของผู้คน ออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ดังประโยคที่ว่า ‘ทุกความดีมีความชั่วแฝงกายอยู่ ภายใต้ความจริงล้วนมีคำโกหกซ่อนเร้นเสมอ’ ผ่านสายตา และมุมมองของสมาชิกทั้ง 5 คน ได้แก่ เติร์ก – ธิติพงษ์ สุวรรณมณี (ร้องนำ), ปูน – ศิรวิชญ์ โสภาจารีย์ (กีตาร์), ป่าน – ปวีณวัฒน์ ชัยศิลปบุญ (เบส), ป้อง – วณัฐ หุตะสังกาศ (กลอง), ซีเกมส์ – ชาติวุฒิ สุประดิษฐ์ (คีย์บอร์ด)



‘Passenger’ ซิงเกิลใหม่จากวง VELS. หลังจากที่ได้ปล่อยผลงานชุดก่อนหน้า EP. Humane ในปี 2021 ไปแล้ว เพลงนี้นับเป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มชุดใหม่ของวงที่กำลังจะมีแผนจะปล่อยออกมาให้เราได้รับฟังกันเร็ว ๆ นี้

โดยจุดเริ่มต้นของซิงเกิลนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากเติร์กนักร้องนำ ที่ต้องการเล่าถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้พบเจอมา ผ่านปลายปากกาลงสู่แผ่นกระดาษเป็นเดโม ก่อนที่ปูน มือกีต้าร์จะนำเดโมนี้มาเพิ่มเติมจังหวะ และคอร์ดลงไปตาม reference ที่ผ่านการแชร์ไอเดียกับวง นอกจากนี้ยังมีความตั้งใจใช้กีต้าร์ที่มีความเป็น percussion ร่วมกับ groove หลักของเพลง

เติร์กได้กล่าวว่าหลังจากการทำผลงานชุดแรก ทำให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกทั้ง 5 คนในวงได้พัฒนามากขึ้น จากเดิมที่แนวเพลงของวงไม่มีความชัดเจน เพราะขาดการพูดคุยสื่อสารกัน แต่ในอัลบั้มชุดนี้มีการคุยกันมากขึ้นมีการแลกเปลี่ยนไอเดียมากขึ้น ทำให้วิธีการเลือกใช้องค์ประกอบต่างๆ ในเพลง รวมถึงภาพรวมของวงที่มีความเป็นวงเดียวกันมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในผลงานชุดก่อนที่แต่ละคนมีไอเดียเป็นของตัวเองชัดเจน

“พวกเรามองว่าในการทำงานชุดก่อนพวกเราเพิ่งได้เจอกัน ความรู้สึกตอนนั้นพวกเราไม่ได้มาทำงาน มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่ต่างคนต่างมาโชว์ความสามารถของแต่ละคนให้กันดูมากกว่า ซึ่งทำให้ในงานเนื้อหา และดนตรีมันดูล้นๆ แต่หลังจากผลงาน EP. Humane เราเติบโตขึ้น เราได้ใช้เวลาร่วมกัน พูดคุยกันมากขึ้น มันทำให้แนวทางในพาร์ทของเนื้อหา และดนตรี ในผลงานชุดนี้ มีพัฒนาการ และมีทิศทางเดียวกันมากขึ้น” – เติร์ก

คือสิ่งที่เติร์กบอกเล่าถึงการเติบโตของ VELS. ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากการทำผลงานชุด EP. อัลบั้มก่อนหน้านี้ ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้เที่ยวโดยสารที่นำการโดยสารผ่านสมาชิกทั้ง 5 ของ VELS. ซีเกมส์พยายามจะสื่อกับเราว่าวงต้องการนำพาทุกคนไปพบเจอกับความเสื่อมโทรม และความวุ่นวายในสังคม โดยเฉพาะในแง่มุมมองเรื่องการเมือง พร้อมกับยกตัวอย่างให้ได้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การปะทะกันของมวลชนกับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชน เพื่อชวนให้ผู้ฟังกลับมาตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำ  ความแตกแยกในสังคม และตระหนักถึงการเรียกร้องถึง ‘เสรีภาพ’ อันแท้จริง นอกจากนี้ปูนยังได้อธิบายเสริมถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางแท้จริงแล้ว คือการแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวระหว่างทางแล้วสามารถย้อนคิดถึงต้นทางที่ทำให้เกิดสภาพสังคมแบบนี้ เพราะบางครั้งปลายทางก็คือการรู้จักกับต้นทางนั่นเอง

“พวกเราตั้งใจอยากจะให้คนอื่นได้รับรู้ว่า ช่วงเวลาปัจจุบันนี้ 2021 ในซอกมุมต่างๆ ของสังคมเรายังสามรถพบเจอสิ่งแย่ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ การทุจริตคอรัปชั่น ให้ทุกคนไม่ว่าจะใครก็ตามได้เห็นว่ามันยังมีที่แบบนี้ เหตุการณ์แบบนี้อยู่  และเราหวังจะให้ทุกคนได้พิจารณาการเดินทางครั้งนี้ แล้วได้ทบทวน พร้อมกับลองตั้งคำถามต่อความจริงที่เกิดขึ้นนี้ดูสักครั้งก็ยังดี” – ซีเกมส์

ในส่วนของพัฒนาการในเนื้อหาการนำเสนอ และด้านแนวทางดนตรีเพลงนี้ เติร์กบอกกับเราว่าในด้านของเนื้อหา สิ่งที่แตกต่างจากผลงานชุดก่อนหน้า (EP.Humane) อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ความต้องการของวงที่อยากจะสื่อสารแบบตรงไปตรงมาทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น พร้อมกับกล่าวเสริมว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่ได้ละทิ้งเนื้อหา หรือการนำเสนอที่ใช้การเปรียบเปรย ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของ VELS.

“ถ้าพูดเป็นแนวเพลงก็อาจจะยากนิดนึง แต่ถ้าพูดเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมในด้านของเนื้อหา ผมมองว่า VELS. คือเป็นวงร็อคที่เต็มเปี่ยมไปความก้าวร้าว แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีความอ่อนช้อยในตัวตนของพวกเราอยู่” – เติร์ก

ส่วนในด้านพาร์ทแนวทางของดนตรี ซีเกมส์กล่าวให้ความเห็นว่า ในผลงานชุดนี้มีความลงตัวกว่า พร้อมกับเล่าว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยถึงขั้นที่ว่ารื้อทั้งอัลบั้มทิ้งไปเกือบหมด เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงตัวตนของ VELS. และปูนยังเสริมอีกว่าคราวนี้วงเองมีกรอบในการทำเพลงมากขึ้นด้วย ดังนั้นในอัลบั้มนี้พวกเขาจึงได้มีโอกาสได้กลับมาพูดคุยถึงแนวทางในด้านดนตรีกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากมองดูกันกว้างๆ เราอาจจะพบว่า VELS. เป็นวงอัลเทอเนทีฟร็อก แต่ถ้ามองลึกลงไปในผลงานครานี้ จะพบเจอกับส่วนผสมหลากหลายสุดแสนสนุก ที่พวกเขาแต่ละคนมองว่ามันลงตัว และเหมาะสมที่สุดกับวง และอัลบั้มนี้แล้ว

“ถ้าในส่วนตัวผมมองว่าในผลงานก่อนหน้า สิ่งที่เป็นจุดเด่นพาร์ทดนตรี คงจะเป็นเรื่อง Rhythm & Sound จากการที่พวกเราได้ลองผิดลองถูกกันจนมาเป็นเอกลักษณ์ของวง แต่ซิงเกิลนี้ ในด้านอารมณ์เพลง จะสัมผัสได้ว่ามันมีความดุดันมากขึ้น มีวุ่นวายมากขึ้น เหมือนเป็นระเบิดเวลา ที่พร้อมจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้” – ซีเกมส์

เติร์กเสริมท้ายก่อนจบบทสนทนากับเราว่า แต่ส่วนผสมที่เพิ่มเข้ามาอย่างเห็นได้ชัดเจนจริงๆ แล้วคงเป็นส่วนของริฟกีต้าร์ซึ่งแตกต่างไปจากผลงานก่อนหน้าที่จะค่อนข้างเน้นไปทางคอร์ดมากกว่า และนอกเหนือจากริฟกีต้าร์แล้ว ยังมีการเพิ่มลูกเล่นในด้านของเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพิ่ม โดยวงได้แรงบันดาลใจมาจากแนวดนตรีที่เรียกว่า ‘Industrial rock’

“มันคือการหลอมรวมระหว่าง ‘ร็อก’ กับ ‘อิเล็กทรอนิกส์’  ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยแนวเพลงนี้ที่เราเพิ่มเข้ามา สามารถทำให้ตัวเพลง และการนำเสนอให้ความรู้สึกความดุดัน ก้าวร้าว พร้อมช่วยตีแผ่ความไม่น่าอภิรมย์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเชื่อว่าผลงานเต็มชุดนี้ที่กำลังจะปล่อยออกมาจะทำให้ทุกคนต้องหลงรักมันอย่างแน่นอนครับ” – เติร์ก

‘เสียเวลาย้อนเวลา (Lost In Turn Back Time)’ เพลงเศร้าแนว pop rock ฟังง่าย จาก The Bandit Boy

เสียเวลาย้อนเวลา (Lost In Turn Back Time)’ เพลงเศร้าแนว pop rock ฟังง่าย ซิงเกิ้ลที่สอง หลังการกลับมาของวง  เนื้อหาพูดถึงการย้อนเวลา กลับไปแก้ไขในเรื่องที่ทำพลาดไป แต่ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ สุดท้ายแล้วการที่จะกลับไปแก้ไขสิ่งที่พลาดไป คำตอบก็คือเป็นไปไม่ได้ โดย The Bandit Boy นั้นได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้มาจากเพลง The Scientist ของ Coldplay ซึ่งวงเองอยากมีเพลงเศร้าที่มีเนื้อหาแนว Sci-fi พูดถึงการย้อนเวลา และ Time Machine เป็นอีกเพลงที่วงได้ร่วมงานกับ ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์ หรือ อู๋ The Yers ทำให้เพลงนี้มีเมโลดี้ที่ติดหู ฟังง่าย และถ่ายทอดอารมณ์เศร้า ได้อย่างชัดเจน

“แต่กลับไปแก้ไขได้เพียงแค่น้ำตา
ไม่ให้มันไหลออกมาและในตอนนี้
ไม่อาจจะหยุดยั้ง ให้เธอเปลี่ยนใจและคืนย้อนมา
และทำได้แค่คิดถึงเธอ”

“สวัสดีครับพวกเรา The Bandit Boy พวกเราตั้งใจกับผลงานเพลงนี้กันมากๆ ซึ่ง MV ของเรามีเนื้อหาที่น่าสนใจ และสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง และพวกเราก็ได้แสดงเองโดยรับบทเป็นพนักงานในบริษัท ย้อนเวลา เนื้อหาจะเป็นอย่างไรอย่าลืมติดตามรับชมกันได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ

ดูจบแล้วเราลองตอบคำถามกลับตัวเองว่า คุณอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องราวที่ผิดพลาดของคุณมั้ย? เพราะอะไร? และลองมาคอมเม้นต์ตอบพวกเราได้ที่ใต้เพลง 

สุดท้ายนี้ขอฝากเพลง “เสียเวลาย้อนเวลา (Lost In Turn Back Time)” ของพวกเราด้วยนะครับสามารถรับชม  รับฟัง ได้ที่ในทุกๆ สตรีมมิ่ง Apple Music / Spotify / JOOX / TrueID Music / Tidal และติดตามพวกเราได้ที่

 

Music story : แฮม The Bandit Boy และเหตุที่ต้องสั่งทำกีตาร์เป็นของตัวเอง

ภาพโดย : Glasses Offapp
เรื่องโดย : Thipakorn Muengjai

จุดเริ่มต้นในการเล่นดนตรีของแฮม (วรปรัชญ์ สมพงษ์) เรียกได้เกือบจะเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปที่พ่อแม่ส่งไปเรียนดนตรีเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการ ให้ลูกมีทักษะมีวินัยและมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การเริ่มต้นเรียนกีตาร์จะทำให้แฮมกลายเป็นมือกีตาร์ของวง The Bandit Boy อย่างทุกวันนี้ โดยแฮมบอกว่า  แฮมเริ่มจากการเรียนกีตาร์คลาสสิคตอนประมาณ ป.5-6 จนมัธยมต้น ม.2-3 เริ่มรวมวงเล็ก ๆ กับเพื่อน   โดยเริ่มจากเล่นเพลงป็อปร็อคทั่วไป นำเพลงวงที่กำลังได้รับการนิยมมาก ๆ อย่าง Bodyslam  มาใช้เล่นตามงานโรงเรียน

จริง ๆ อิทธิพลการฟังเพลงร็อคแฮมบอกว่าได้รับมาจากคุณพ่อตั้งแต่เด็ก ๆ แฮมโตมากับเสียงเพลงเพราะคุณพ่อชอบวงร็อค เก่า ๆ อย่าง UFO และ Black Sabbath

ก็จะนำเพลงมาเปิดให้ฟังอยู่เป็นประจำ เอาเพลงมาให้แฮมลองแกะบ้าง ถ้าแกะได้ก็จะซื้อกีตาร์ให้เป็นรางวัล แฮมเลยฟังเพลงร็อคมาตั้งแต่เด็ก ๆ

เริ่มรู้ตัวว่าชอบดนตรีตอนไหน?

ด้วยความที่โตมากับเสียงดนตรีและการเล่นกีตาร์จึงทำให้แฮมคิดที่จะศึกษาต่ออย่างจริงจัง เลยทำให้เลือกที่จะมาเรียนต่อสายดนตรีโดยตรง ที่วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ ทำให้แฮมรู้ตัวอีกทีสิ่งรอบตัวก็มีแต่ดนตรีไปหมด

จุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมวงสู่เส้นทางนักดนตรีมืออาชีพ

เรื่องที่หลายคนอาจจะไม่รู้คือก่อนที่จะมาเป็นสมาชิกวง The Bandit Boy แฮมเริ่มจากการไปเล่นเป็นมือเบสแทนให้กับวง ‘สภาพสุภาพ’  จนไฝ หนึ่งในสมาชิกวงเห็นแววหลังจากนั้นก็ทาบทามจนได้มาเล่นให้วง ‘หรอย’ no signal input 3  และพัฒนามาเป็นวง ‘The Bandit Boy ในปัจจุบัน’

บทบาทในวงนอกจากจะเป็นมือกีตาร์แล้ว บทบาทของแฮมส่วนมากจะเป็นในด้านการช่วยคิดพาร์ทดนตรี การคิดเดโม่เพลง การที่วงมีเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น ทำให้กีตาร์ดูเหงา ๆ หน่อย ต้องคิดเผื่อสำหรับ กีตาร์ทั้ง2ลาย  ดูอารมณ์ของเพลงในท่อนต่าง ๆ บางท่อนควรเพิ่มอะไร เราก็จะ เสริมเข้าไป เช่น ท่อนนี้กีตาร์ควรมี delay มั้ยหรือเป็น reverb เพื่อให้เพลงมีอารมณ์ที่สมบูรณ์ขึ้น
หลังจากหายไปนานวง The Bandit Boy ก็มีซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดมาให้พวกเราติดตามนั่นก็คือเพลง สูตรอมตะ ที่แฮมได้บอกไว้ว่าความโดดเด่นของกีตาร์ในเพลงนี้คือ การสตรัมคอร์ด และการเพิ่มซาวด์พิเศษมาในท่อนเวิร์ส 

เพื่อให้ซาวด์มีลูกเล่นมากขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนซาวด์เอฟเฟคที่เราชอบใช้กัน ก็เป็นตัวเอฟเฟค delay แต่ตอนนี้เราเริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นเทคนิคการสตรัมคอร์ด หรือใช้ riff ที่น่าสนใจมากกว่า คิดว่าแฟน ๆ ที่รอคอยไม่ผิดหวังกับการกลับมาของวง The Bandit Boy แน่นอน

มาถึงเรื่องมุมมองที่ตัวแฮมมีให้กับวง ความคาดหวังว่าจะเป็นแบบไหนกับผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแฮมบอกว่า Position ของวง ตอนแรก ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นวงร็อคหนัก แต่เรายังตั้งใจจะให้มีเมโลดี้ที่มีความเพราะในความเป็นร็อค และเพิ่ม gimmick บางส่วนให้ดูเก๋

และอีกเรื่องที่เราจะลืมไม่ได้เลยคือฝีมือการเล่นกีตาร์และอุปกรณ์ที่ใช้สร้างผลงานออกมาให้ทุกคนได้ฟังตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงปัจจุบันว่ามีความเป็นมาของเครื่องดนตรีอย่างไรบ้าง เรียกได้ว่ากว่าจะเจอกีตาร์คู่ใจนั้น ใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนตัวเป็นคนชอบกีตาร์ที่ทรงเท่ ๆ เช่น JAGUAR ,Jazz-master แต่ชอบเสียง Tele

กีตาร์ตัวแรก เป็นกีตาร์คลาสสิคทั่วไป ที่คุณพ่อซื้อให้ ตอน ม.1 เป็นของ Yamaha แต่จำไม่ได้แล้วว่ารุ่นอะไร

Gibson Firebird – Vintage Sunburst

ส่วนกีตาร์ตัวที่ใช้อยู่ตอนนี้ตัวที่ 1 เป็น ‘Gibson Firebird – Vintage Sunburst‘ “ได้มาตอนเข้ามหาลัยซื้อมาตอนนั้นเพราะมันเท่ (ฮ่าๆ) แต่ถ้าถามว่าชอบซาวด์มั้ย ก็ไม่ได้ชอบมากเท่าไหร่ ก็เลยใช้เอฟเฟคอื่น ๆ ช่วย ตัวนี้ใช้อัดอัลบั้มแรกในบางเพลง ตัวนี้ก่อนตัดสินใจซื้อ ไม่ได้ลองเล่นหรือลองจับเลย เพราะสั่งมาจากต่างประเทศ เราเห็น ‘Dave Grohl’ นักร้องนำ และมือกีตาร์วง ‘Foo Fighters’ ใช้ เห็นแล้วเราว่าเท่ดี เลยสั่งซื้อ เขาก็ส่งมาทางเรือ โทนเสียงของกีตาร์ตัวนี้จะไม่ได้หนามาก เพราะPickup เป็นแบบ Mini Humbucker เล่นบางๆ ได้โทนจะออกหม่นๆ ไม่ใส เวลาเล่นก็จะใช้เอฟเฟคแต่งซาวด์เอา”

ตัวที่ใช้อยู่ตอนนี้ตัวที่ 2 custom “เป็นตัวที่ใช้เล่นตามงานแสดงและใช้อัดเสียง เสียงจะเป็น Tele แต่ทรงและ body จะเป็น Jazz-master เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบกีตาร์ทรงเท่ ๆ แต่ปัญหาคือ กีตาร์ทรงที่เราชอบ เสียงหรือ ซาวด์จะไม่ตรงตามที่เราต้องการ เราก็เลยสั่งทำ ให้ตอบโจทย์สำหรับเรา ราคาถ้าจำไม่ผิด อยู่ที่ประมาน 70,000 – 80,000 บาท โดยปกติ โทนของกีตาร์ Tele จะมี 3 โทน แต่ตัวนี้ใส่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เพื่อเพิ่มเสียงที่หนาขึ้นมาสำหรับการเล่นร็อคหนัก ๆ ใช้อัดเพลงในอัลบั้มใหม่ ความพิเศษคือเราสามารถเล่นได้หลากหลายสไตล์เสียงคลีนก็เพราะ เสียงแตกก็ได้ หลัง ๆ มารู้สึกชอบกีตาร์โทนเสียงโมเดิร์น ตัวนี้ให้โทนเสียงนั้นเลยใช้บ่อยขึ้น”

เอฟเฟคกีตาร์ที่ใช้

ตัวช่วยสำคัญสำหรับมือกีตาร์ เอฟเฟคกีตาร์ที่ใช้จึงมีมากมายหลายแบบเลยทีเดียวการเลือกใช้ก็ต้องขึ้นอยู่กับแนวเพลงและความต้องการของผู้ผลิตผลงาน ใช้ความรู้และประสบการณ์ในด้านดนตรีเพื่อให้ได้เอฟเฟคกีตาร์ที่เข้ากับเพลงมากที่สุด ตอนนี้แฮมใช้ ‘Line 6 Helix Guitar Multi-effects Processor‘ “ตัวนี้จะเป็นตัวที่จำลองแอมป์ ข้อดีของมันเลยคือเวลาเราไปที่ไหนเราไม่ต้องกังวลเรื่องสเปคของตู้แอมป์ หรือเรื่องโทนของตู้นั้น ๆ เพราะตัวนี้สามารถต่อตรงเข้ามิกซ์ได้เลย อย่างถ้าเวลาเราซ้อมอยู่ที่ห้อง เราก็ต่อผ่านลำโพงซ้อมได้เลย หรือว่าต่อเข้ากับหูฟังได้ ตัวนี้ค่อยข้างสะดวกเลยครับ ส่วนเรื่องเสียงเอฟเฟค เราก็อัปโหลดพรีเซ็ทจากคอมลงไป หรือ Setup เสียงเป็นพรีเซ็ทที่เราต้องการได้ เวลาเราออกไปเล่นจะได้ซาวด์ที่นิ่ง ไม่ต้องปรับอะไรมากมายเพราะเราคิดมาอย่างดีและเซ็ทมาแล้ว ทำให้เราสะดวกมากขึ้นจะใช้ก็นำมาใช้ได้เลย อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจ บางเพลงที่ต้องดรอปสายเราไม่ต้องดรอปจากสายจริงเราสามารถดรอปสายจากตัวเอฟเฟคนี้ได้เลย แต่ละปุ่มก็จะเป็นพรีเซ็ทของแต่ละตัว แล้วเรายังสามารถ ปรับโหมดปรับเป็นแบบก้อนได้ด้วย

ที่เซ็ทไว้ก็จะมี Delay, Reverb เสียงแตกก็จะใช้เสียงแตกแอมป์ ส่วน modulation ก็จะพวก Chorus, Vibrato, Phaser”

กว่าจะได้เอฟเฟคที่ตรงตามความต้องการแฮมก็ต้องปรับแก้อยู่นาน จนในที่สุดก็ได้เอฟเฟคที่เข้ากับผลงานของวง The Bandit Boy ได้อย่างลงตัว

สุดท้ายแล้วก็ขอฝากถึงผลงาน ซิงเกิลใหม่ล่าสุดของวง The Bandit Boy ‘สูตรอมตะ’ ที่มีสไตล์การฟังที่ฟังง่ายขึ้น หลังจากที่ห่างหายกันไปนาน หาฟังแล้วในทุก ๆ ช่องทางสตรีมมิ่ง

Music Story : ป้อง VELS. จุดเริ่มต้นจากกีตาร์ตัวเก่าที่บ้าน สู่มือกลองที่ ‘ปีศาจร้ายยังคงอยู่’

เรื่องและภาพโดย
Chawanwat Foal Siri

“กลองเราเน้นที่ความชอบของเราเลย บางคนเขาอาจจะเน้นแบรนด์ ใช้ซีรีย์เดียวกัน รุ่นเดียวกัน แต่เราไม่ได้เป็นคนซีเรียสขนาดนั้น มีความรู้สึกว่าถ้าชอบใบไหน ก็ใช้ใบนั้นแหละ มันก็อยู่ร่วมกันได้”
วณัฐ หุตะสังกาศ

หลายคนน่าจะรู้จัก ป้อง – วณัฐ หุตะสังกาศ ในบทบาทของมือกลองวง VELS. หรือย้อนไปไกลกว่านั้นกับวง PC 0832/676 เรื่องราวที่น่าสนใจในเส้นทางดนตรีของป้อง เขาไม่ได้เริ่มต้นจากกลอง แต่เริ่มต้นจากกีตาร์ตัวเก่าที่บ้าน ที่คุณแม่ของเขาหยิบมาสอนให้ตอน 8 ขวบ สู่มือกลองจำเป็นในวงดนตรีสมัยมัธยม ในตอนที่วงของเขากำลังขาดตำแหน่งมือกลอง จากนั้นพลิกผันมาตีกลองอย่างจริงจัง เพราะอุบัติเหตุจากการเล่นบาสเกตบอล ที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้กีตาร์ ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

“เริ่มต้นจากกีตาร์มาก่อน จำได้ว่าหัดเล่นตอน 8 ขวบ คือเราเห็นกีตาร์วางอยู่ในบ้าน แล้วสนใจ เลยให้แม่เป็นคนสอนให้ ไม่เชิงว่าเป็นมือกีตาร์ แต่ชอบเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก แล้วด้วยในวงมีตำแหน่งอื่นครบแล้ว เราเล่นกีตาร์เป็นอยู่คนเดียว เลยเล่นกีตาร์ก็ได้ 

พอช่วง ม.ปลาย ได้ตั้งวงดนตรีกับเพื่อน แต่ไม่มีมือกลอง ส่วนเราก็เคยไปนั่งตีเล่น ๆ เลยคิดว่าน่าจะเล่นได้ เลยลองเล่นดู ก็ไปเรียนนิด ๆ หน่อย ๆ คือเล่นเท่าที่เล่นได้ เป็นไอ้ห่วย ไม่ได้ตีเก่งอะไรเลย (ฮ่า ๆ) ตอนเริ่มตีกลองก็คือยังไม่มีกลองอยู่ที่บ้าน อาศัยไปตีที่โรงเรียนเอาอย่างเดียวเลย

จุดเริ่มต้นที่มาเล่นกลองอย่างจริงจัง เกิดขึ้นช่วง ม.6 ตั้งใจจะสอบเข้าวิทยาลัยดุริยศิลป์ (ม.พายัพ) ตอนแรกจะเอากีตาร์ไปสอบ แต่เกิดอุบัติเหตุนิ้วหักตอนเล่นบาสฯ ทำให้เล่นกีตาร์ไม่ได้ แต่ด้วยความที่เราต้องการเข้าไปเรียน เลยไปติวระยะสั้นแล้วเอากลองไปสอบดู สุดท้ายก็ติดรอบแรก เลยตัดสินใจเลือกเมเจอร์กลอง เรียนกลองมาตลอด 4 ปี”

ตั้งแต่เด็กจนโต ป้องเติบโตมาพร้อมกับเสียงดนตรี อยู่ในทุกย่างก้าวที่สำคัญของชีวิต เขาอาจจะดูเป็นคนที่ ‘อะไรก็ได้’ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องตั้งใจกับบางสิ่ง เขาก็สามารถทำได้สมดังความตั้งใจ เราจึงมีความสงสัยว่า จากคนที่เล่นกีตาร์มาตลอด แล้วต้องผันตัวเองมาตีกลองอย่างจริงจัง อุปกรณ์ดนตรีชิ้นแรกของเขาเริ่มต้นที่อะไร

TAMA Imperial Star

กลองชุด ชุดแรกในชีวิต

“ช่วงที่ทำ PC 0832/676 ตอนปี 2 ก็ไปตีกลอง แต่ยังไม่มีอะไรเลยนะ (ฮ่า ๆ) ทำได้แป๊บนึง ถึงเริ่มซื้อกลองชุด ‘TAMA Imperial Star’ เป็นกลองระดับกลาง ซื้อตอนโปรโมชั่นด้วย ราคาประมาณ 30,000 บาท ถือว่าถูกมาก ซึ่งตัวเราเองไม่ได้อยากเล่นของแพง เพราะว่าเล่นไปก็ไม่รู้ว่าจะเก่งขึ้นรึเปล่า (ฮ่า ๆ) เลยแบบช่างแม่ง ไม่เอาดีกว่า 

ก็ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้เลย ไปมาหลายที่แล้ว ถือว่าใช้คุ้มมาก เคยอยากซื้อใหม่เหมือนกัน แต่ก็คิดอีกว่าตัวนี้จะไปอยู่ไหนวะ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็ยังใช้ได้ เราก็ชอบซาวด์อยู่แล้ว เลยใช้มาเรื่อย ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร แล้วด้วยความที่ไม่ได้มีวงเยอะ คาแรคเตอร์ตัวนี้ก็เป็นแบบกลาง ๆ ทำให้รู้สึกว่าใช้ตัวนี้ก็ได้”

สแนร์ใบแรกจากความบังเอิญ ที่ญี่ปุ่น

‘Yamaha Sensitive Series 6” x 14” w/ Wood Hoop’

“สแนร์ได้มาตอนไปเที่ยวญี่ปุ่น ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อด้วย คือ ‘Yamaha Sensitive Series 6” x 14” w/ Wood Hoop’ เป็นแฮนด์คราฟ บังเอิญไปเจอที่ร้านเครื่องดนตรีมือสอง แล้วไปขอเขาลอง เขาก็บอกลองได้ แต่ห้ามตีโดนขอบ เพราะขอบเป็นไม้ เราก็ลองตี แล้วรู้สึกว่า เห้ย!! เสียงมันดีว่ะ เสียงดีในที่นี้คือเราชอบแค่นั้นเลย แล้วก็แม่งสวย (ฮ่า ๆ) ที่สำคัญชอบตรงที่เป็นขอบไม้

ราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท ถ้าถามว่าถูกมั้ยก็ไม่รู้ เพราะเราไม่ได้สำรวจราคามาก่อนเลย ซึ่งโดยรวมมันก็ดี ไม่ได้ขี้เหร่ พอมาใช้ก็มีคนบอกว่าดี แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาอวยรึเปล่านะ (ฮ่า ๆ) ใบนี้ก็ผ่านมาหลายอัลบั้มแล้ว ทั้ง PC 0832/676 และ VELS. ก็ใช้ใบนี้ใบเดียว ไม่เคยใช้สแนร์ใบอื่นเลย”

ฉาบใบแรก

“หลังจากสแนร์ก็จะเป็นใบนี้ ‘Meinl Byzance Vintage Trash Crash 18”’ เป็นฉาบที่เสียงกว้างมาก ไม่เหมือนฉาบทั่วไป”

‘Meinl Byzance Vintage Trash Crash 18”’

“ใบนี้จำได้ว่าขอเงินแม่ซื้อ คือตอนนั้นมันเพิ่งออกมาใหม่ แล้วเราอยากได้ เพราะแม่งเท่มาก คือปกติฉาบจะมีแบบที่เป็นรูอย่างเดียว แต่เราเป็นคนกลัวรูเว้ย! เห็นแล้วมันจั๊กกะจี้ แต่ว่าใบนี้ไม่ได้มีรูอย่างเดียว พอซื้อมาปุ๊บ หลายคนเห็นแล้วอยากได้หมดเลย ไม่ใช่ว่ามันหายากนะ แต่มันผลิตและนำเข้ามาน้อย ใบนี้สั่งมาจาก Facebook ราคาประมาณ 11,000 บาท อายุพอ ๆ กับสแนร์เลย คือพอเริ่มซื้อปุ๊บ แม่งก็งอกตามมาเรื่อย ๆ”

‘Meinl Byzance Vintage Trash 16″’

ฉาบใบที่สอง

ใบนี้จะเป็นซีรีย์เดียวกับใบที่แล้ว ออกมาพร้อมกันเลย คือ ‘Meinl Byzance Vintage Trash 16″’

มันจะมีซาวด์ที่จะไม่ค่อยเหมือนของคนอื่น คือฉาบแต่ละใบไม่เหมือนกันหรอก มันแล้วแต่ความชอบเลยจริง ๆ ใบนี้สั่งมาจากที่เดียวกัน ราคาประมาณ 12,000 บาท”

ไฮแฮทจากเวิ้งนาครเกษม

“ไฮแฮทก็ไม่ได้ตั้งใจซื้อเหมือนกัน ใบนี้ได้มาตอนกลับบ้านที่กรุงเทพ ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้เวิ้งนาครเกษม เลยไปเดินเที่ยว สมัยที่เวิ้งกำลังเริ่มโละ ก็มีของลดราคา เลยไปสะดุดตากับ ‘Istanbul Agop Sultan Hi-Hats 15″’ ด้วยความที่มันมีลายพิเศษไม่เหมือนใบอื่น คือปกติฉาบจะเป็นลายเดียวกันเรียบ ๆ ทั้งใบ แต่ใบนี้เป็น Hand-Hammered Hi Hats สวยจริง ซื้อเพราะแม่งสวย (ฮ่า ๆ) คือไปลองตีแล้วซาวด์แม่งก็ดี แล้วตอนนั้นมันลดราคาด้วย เหลือประมาณ 7,000 บาท ก็เลยแบบ เห้ย! เอาสักหน่อยวะ คือจะซื้อก็ซื้อมาเลย”

‘Istanbul Agop Sultan Hi-Hats 15″’

ไรด์จากฮ่องกง

ไรด์ใบนี้ได้มาจากฮ่องกง คือ ‘K Zildjian Crash Ride 21”’ ได้มาเพราะว่า… นั่นแหละ เหมือนเดิม ไปแล้วแม่งลดราคา (ฮ่า ๆ) คือร้านที่ฮ่องกงจะมีฉาบเป็นแผงเต็มผนังเลย เขาจะมีไม้ให้เราใช้เดินเคาะ

“คือเดินเข้าไปในร้านเสียงดัง ก๊องแก๊ง ๆ คนแม่งเคาะกันเต็มเลย แล้วก็จับเสียงไม่ได้ ว่าที่กูเคาะไป กูได้อะไร! (ฮ่า ๆ) แต่ว่าตัวเนียะ เสียงมันใสมาก เพราะปกติฉาบที่เรามีเสียงจะทึบ ๆ หม่น ๆ หน่อย เพราะฉะนั้นเราต้องมีใบที่มันใสใบนึง เลยเลือกเป็นใบนี้ ราคาลดแล้วประมาณ 8,000 บาท”

‘Roland SPD-SX’

ดรัมแพดสุดทน

“ดรัมแพ็ด ‘Roland SPD-SX’ นี่ก็ได้มาทีหลังแล้วเหมือนกัน ประมาณปี 3 ตอนใกล้จะเรียนจบละ ที่ตัดสินใจซื้อตัวนี้มา เพราะด้วยความที่เป็น PC 0832/676 ใช้ซาวด์ที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขาค่อนข้างเยอะ เลยใช้ตัวนี้แหละง่ายดี แล้วก็ใช้ยาวมาเลย แต่ใกล้พังละ เปิดไม่ค่อยติด ต้องไปลุ้นกลางโชว์ก็มี ตอนนี้เลยตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อใหม่แน่ ๆ

เคยเอาตากฝนมาแล้วตอนไปเล่นงาน ‘Noise Market’ ที่กรุงเทพ พอกลับบ้านมารีบแกะทุกอย่างออกมาผึ่ง แล้วก็รอดมาได้ ราคาค่อนข้างสูงหน่อย ประมาณ 30,000 บาท แต่ก็ใช้คุ้มราคา แฮปปี้มาก เพราะว่ามันทำอะไรได้หลายอย่าง บางทีถ้าไปเล่นงานที่เขาอยากได้อะคูสติคเบา ๆ เราก็เลือกใช้แค่ตัวนี้ตัวเดียว ซึ่งก็เล่นได้ แต่จะตะกุกตะกักหน่อย (ฮ่า ๆ)”

คิกแต๊ะเอีย

‘Pearl Eliminator : Redline Chain Drive’

“คิกได้มาหลังสุดเลยตอนประมาณปี 4 เป็นของ ‘Pearl Eliminator : Redline Chain Drive’ คือช่วงนั้นมันกำลังออกมาใหม่ แล้วมีโปรโมชั่น… โปรโมชั่นอีกแล้วว่ะ กูเป็นเหยื่อการตลาดแน่เลย (ฮ่า ๆ) จำได้ว่าตอนนั้นกลับบ้านที่กรุงเทพช่วงตรุษจีน พอได้ไปลองเหยียบแล้วมันก็ดีเว้ย มันแน่นดี ราคาก็โอเค 5,000 บาท อยากได้มากแต่ยังไม่มีเงิน เลยเก็บไว้ในหัว พอได้แต๊ะเอียปุ๊บก็แกะ แล้วก็เดินไปซื้อเลย (ฮ่า ๆ)”

ด้วยความที่ป้องไม่ได้เป็นคนติดแบรนด์ จะเห็นได้ชัดเลยว่า การซื้อกลองหรือฉาบแต่ละใบ เขาจะคำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องใช้ก่อนเป็นอันดับแรก

รองลงมาเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว สุดท้ายตัดสินใจด้วยเรื่องความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไป ไม่ง่ายเลยที่เขาจะตัดสินใจซื้อกลองแต่ละใบ เราจึงอยากรู้ว่า ‘กลองในฝัน’ ที่เขาอยากได้คืออะไร

“ที่อยากได้จริงๆ เป็นสแนร์ ‘USA Pork Pie USA Custom’ มันดูเท่มากสำหรับเรา ซาวด์มันเท่ ซาวด์มันแปลก เป็นกลองสัญชาติ คือราคาแม่งสูงจัด แบบไม่สามารถไปยุ่งกับมันได้ คือมันดูธรรมดามากเลยเนาะ แต่ว่ามันแพงเพราะแบรนด์ และไม้ที่ใช้ค่อนข้างดี

แต่ถ้าทั้งชุดที่อยากได้คือ ‘Pearl Midtown’ เป็นกลองชุดเล็ก ราคาหมื่นต้น ๆ เอง เหตุผลหลักที่อยากได้คือ ขนย้ายสะดวกกับความเท่ แค่นั้นเลย ด้วยความที่คนอื่นไม่ค่อยใช้ เราก็เลยคิดว่ามันเท่ว่ะ (ฮ่า ๆ) แต่ก็กลับมาคิดว่า ซื้อมาแล้วยังไงต่อวะ ก็ไม่ค่อยได้ใช้อยู่ดี เลยใช้ชุดนี้ต่อไป แต่ในอนาคตคงซื้ออยู่ดี”

“คิดว่าต่อจากนี้คงไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับกลองแล้ว เพราะคิดว่าที่มีอยู่นี้มันพอแล้ว เราไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว”

‘กลองในฝัน’ ของเขาที่อยากได้และเอื้อมถึง ยังคงเน้นไปที่ความคุ้มค่า และ ฟังก์ชั่นในการใช้งาน สำหรับเขาแล้ว กลองทุกใบ ของทุกอย่างที่ซื้อมาต้องได้ใช้งาน ไม่มีชิ้นไหนถูกวางทิ้งไว้อย่างไร้ค่า ป้องทิ้งท้ายกับเราว่า เขาคงไม่ซื้ออะไรที่เกี่ยวกับกลองอีกแล้ว เพราะเขาคิดว่าอุปกรณ์ที่มี เพียงพอกับความต้องการใช้งานจริง ๆ ของเขาไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกแล้ว

หากเรารู้จักพอ จะพบกับความพอดี ที่ไม่ต้องแลกมาด้วยราคาแพงเสมอไป 

ป้อง – วณัฐ หุตะสังกาศ
VELS.

‘สูตรอมตะ’ : ความ ‘เปลี่ยนแปลง’ ที่ไม่ ‘เปลี่ยนไป’ ของ The Bandit Boy

เรื่องโดย : Mickey Blue

ภาพโดย : Glasses Offapp

‘สูตรอมตะ’ ซิงเกิลใหม่ล่าสุดจาก The Bandit Boy ที่ออกมาให้แฟนๆ ได้สัมผัสผลงานจากฝีมือของพวกเขากันอีกครั้ง หลังจากที่หายหน้าหายตาไปนานกว่า 2 ปี กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นกับวง ไม่ว่าจะเป็นการได้สมาชิกใหม่เข้ามาร่วมทีม หรือการร่วมงานกับ อู๋ The Yers ที่รับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ในเพลงนี้      

“เพลง ‘สูตรอมตะ’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง มั่นใจว่าทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ไม่เคยแพ้อะไรเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไปตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง พยายามทำทุกวิถีทางโดยที่เชื่อมั่นว่าเขาจะเอาชนะใจเธอได้  แต่สุดท้ายแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ไปชอบคนอื่น กลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเอาชนะใจเธอได้ เหมือนกับเวลาที่เราเล่นเกม เรามั่นใจว่ามีสูตรอมตะที่สามารถเอาชนะได้ทุกด่าน เล่นยังไงก็ไม่มีวันตาย แต่สุดท้ายแล้วเราก็ตายอยู่ดี”

เอเชีย – พชร พุทธาภิสิทธิกุล นักร้องนำและสมาชิกใหม่ของวง บอกเล่าถึงเพลงใหม่ล่าสุดของ The Bandit Boy ให้เราฟัง“เพลง ‘สูตรอมตะ’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง มั่นใจว่าทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ไม่เคยแพ้อะไรเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเขาไปตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง พยายามทำทุกวิถีทางโดยที่เชื่อมั่นว่าเขาจะเอาชนะใจเธอได้  แต่สุดท้ายแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ไปชอบคนอื่น กลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเอาชนะใจเธอได้ เหมือนกับเวลาที่เราเล่นเกม เรามั่นใจว่ามีสูตรอมตะที่สามารถเอาชนะได้ทุกด่าน เล่นยังไงก็ไม่มีวันตาย แต่สุดท้ายแล้วเราก็ตายอยู่ดี” เอเชีย – พชร พุทธาภิสิทธิกุล นักร้องนำและสมาชิกใหม่ของวง บอกเล่าถึงเพลงใหม่ล่าสุดของ The Bandit Boy ให้เราฟัง

หลังจากมีผลงานชุดแรกที่ใช้ชื่อเดียวกับชื่อวง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้มรวมเพลง ‘นกกระจอก’ กับ 2 บทเพลงอย่าง ‘พ่น’ และ ‘สิ่งที่ต้องผ่าน’ The Bandit Boy ก็ไม่มีผลงานออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกันอีกเลย

ซึ่งสมาชิกที่เหลือในวง ไม่ว่าเป็น โจ้ – นภกร บรรณวัฒน์ (กลอง), แฮม – วรปรัชญ์ สมพงษ์ (กีตาร์) และ ไฝ – ธรภัทร วิริยะพงษ์ (เบส) ต่างก็บอกว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความตั้งใจของพวกเขาเลย แต่ด้วย ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ที่เกิดขึ้นกับวง ทำให้แฟนๆ ได้ฟังผลงานของพวกเขาในปีนี้แทน

“หลังจากงานชุดแรก เราก็ทำเพลงกันมาตลอด มีเพลงใหม่ที่ทำเอาไว้อยู่จำนวนหนึ่งแล้ว แต่ว่าพอนักร้องนำคนเก่าออกจากวงไป แล้วเราได้เอเชียเข้ามา เราก็เลยต้องเอาเพลงต่างๆ ที่มีอยู่มาปรับให้เหมาะกับเอเชีย ก็เลยต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากเดิมที่วางแผนกันไว้ อีกอย่างหนึ่งพวกเราก็เจอผลกระทบจากเรื่องโควิด-19 ด้วย จากที่คิดว่าจะมีซิงเกิลให้ฟังกันตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วก็เลยเลื่อนมาเป็นปีนี้” ไฝพูดถึงสาเหตุที่ทางวงหายหน้าหายตาไปร่วม 2 ปี

วงกล่าวต่อไปว่า พวกเขาตัดสินใจชักชวน เอเชีย ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพเข้ามาร่วมวง เนื่องจากคุ้นเคยจากการเล่นดนตรีกลางคืนร่วมกันมาก่อนแล้ว

“หลักๆ เลยก็คือมองหาคนที่ใกล้ตัวก่อน กับเอเชียเราเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว คิดว่าน่าจะอยู่ด้วยกันได้ ก็เลยชวนมาร่วมวง” ขณะที่ฝ่ายสมาชิกใหม่ของวงกล่าวว่า “ผมเองก็รู้จักพวกพี่ๆ อยู่แล้ว ฟังเพลงของพวกเขาด้วย แล้วพอได้เข้ามาอยู่ในวง ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันฝืนอะไร เราสบายใจ รู้สึกดีที่จะได้ร้องเพลงของพี่ๆ เขา”

นอกจากการได้เอเชียเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ อีกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ The Bandit Boy ก็คือการที่พวกเขาตัดสินใจว่าในซิงเกิลใหม่ รวมถึงเพลงอื่นๆ ที่จะทยอยปล่อยออกมาให้ฟังกันต่อจากนี้ จะทำงานร่วมกับโปรดิวเซอร์ที่เป็นคนภายนอกวง ไม่ใช่การโปรดิวซ์กันเองเหมือนในอัลบั้มชุดแรก และคนที่พวกเขาเลือกให้ทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ อู๋ The Yers (ยศทร บุญญธนาภิวัฒน์) ที่ไฝอธิบายเหตุผลในการทำงานร่วมกันว่า “ส่วนหนึ่งก็เพราะรู้จักกันอยู่แล้ว อีกอย่างคือเรามีเป้าหมายว่าอยากจะให้งานของเราก้าวไปอีกระดับ แล้วเราก็ไม่มั่นใจว่าการทำกันเองจะช่วยให้งานของเราไปถึงเป้าหมายได้ ก็เลยให้อู๋มาช่วยโปรดิวซ์งานให้ เพราะมั่นใจว่าเขาจะช่วยเราได้”

วงยอมรับว่าการทำงานกับอู๋ช่วยให้เพลงของพวกเขาเติบโตขึ้น เพราะอู๋จะมีความคิดเห็นหรือคำแนะนำต่างๆ ที่ช่วยให้พวกเขามองเห็นจุดที่ยังบกพร่องหรือสามารถพัฒนาได้อีกในผลงานของตัวเองอยู่ “บางครั้งเราก็คิดกันว่าแบบนี้ใช้ได้แล้ว คิดว่าที่ทำมาโอเคแล้ว แต่พอเอาให้อู๋ฟัง เขาก็จะมีมุมมองของคนที่มองจากข้างนอกเข้ามา ว่าเพลงมันควรจะเพิ่มหรือปรับตรงไหน อะไรที่ยังไม่ใช่ หรือเรื่องเนื้อเพลง สิ่งที่เราจะนำเสนอ ต้องทำยังให้มันชัดเจนขึ้น”

แน่นอนว่าจากระยะเวลาที่ The Bandit Boy หายหน้าไป ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวง รวมถึงการที่พวกเขาตั้งใจที่จะทำให้ ‘สูตรอมตะ’ และเพลงอื่นๆ ที่จะตามมานั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าในงานชุดแรก สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงได้แก่ความคิดเห็นของแฟนๆ ที่กลัวว่าทางวงอาจจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งไฝก็ยืนยันว่า แม้จะมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป แต่แนวทางของวงนั้นยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง

เราก็คิดว่าแนวทางของเรายังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ในงานชุดแรก เราใส่ทุกอย่างที่อยากใส่ลงไป จนเราเองรู้สึกว่ามันรกไป ซับซ้อนมากไป กับการทำงานในคราวนี้ก็เลยอยากให้เพลงมันเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นร็อคในแบบของเราเหมือนเดิม หวังว่า ‘สูตรอมตะ’ และเพลงอื่นๆ ที่จะตามมา ฟังแล้วจะรู้สึกว่ามันเป็นงานที่ดีครับ

—The Bandit Boy