“จีบหมา (Flirt The Dog)”

“จีบหมา (Flirt The Dog)” ที่เปิดเพลงมาด้วยดนตรีที่มีความเรียบง่ายทำนอง  และเนื้อร้องติดหู ชวนร้องตาม ที่มีเนื้อหาเล่าถึงตัวแทนของคนที่มักจะแพ้ในเรื่องของความรักเรื่อยไป แล้วคอยตั้งคำถามกับเรื่องของความรัก จนต้องมานั่งบ่นกับตัวเองอย่างตัดพ้อว่า “สงสัยชีวิตนี้คงต้องไปจีบหมาละมั้ง” จากวง The Bandit Boy วงดนตรี pop rock ที่ประกอบไปด้วย เอเชีย – พชร พุทธาภิสิทธิกุล (ร้องนํา) ,โจ้ – นภกร บรรณวัฒน์ (กลอง) ,ไฝ – ธนภัทร วิริยะพงษ์ (เบส) ,แฮม – วรปรัชญ์ สมพงษ์ (กีต้าร์)

ทางวงบอกกับเราว่า ‘ จีบหมา ’ จริงๆ แล้วเป็นเพลงแรกสุดเลยที่สมากชิกคนอื่นๆ ในวงทำกันมาก่อนประมาณเมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่เอเชียจะเข้ามาเป็นนักร้องนำ เป็นเพลงที่เสร็จก่อนเพลงอื่นๆ เลย
“จริงๆแล้ว จีบหมาเป็นเพลงแรกที่ทำเสร็จก่อนเพลงอื่นๆ เลย ก่อนเพลงสูตรอมตะอีก แต่เพลงสูตรอมตะถูกปล่อยไปก่อนเลยจะดูเหมือนว่าจีบหมาเป็นเพลงใหม่ แต่เพลงที่ใหม่กว่าก็คือสูตรอมตะ (หัวเราะ)” – เอเชีย


หลังจากที่วงได้ปล่อยเพลง ‘จีบหมา’ ออกมานั้นเรา (ผู้เขียน) ติดใจท่อนหนึ่งของเนื้อเพลงที่ร้องว่า ‘ไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำ’ จึงได้ถามที่มาของชื่อเพลง และท่อนเนื้อร้องดังกล่าว ไฝก็เป็นคนตอบที่มาของเพลงว่า เนื้อเพลงเขียนตอนที่ได้ไปบ้านพี่อู๋ เป็นหลังจากที่ทำเมโลดี้เสร็จแล้ว แต่ตอนแรกเนื้อเพลงมันจะเล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไฝเองก็บอกกับเราว่าจำไม่ได้แล้วว่ามันเป็นเนื้อหาอะไร (หัวเราะ) ไฝก็เลยนั่งเขียนเนื้อเพลงใหม่ แต่พอเขียนไปเขียนมาก็เขียนไม่ได้ แล้วอยู่ๆ พี่อู๋ The Yers ก็พุ่งท่อนนี้ขึ้นมาว่า ‘ไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำ’




“เราก็รู้สึกว่าเออมันฟังดูสนุกดี เลยเอาต่อยอดกันดูว่าทำไมมันถึงต้องไปจีบหมา ไปจีบหนู ไปดูสัตว์น้ำวะ ก็เพราะไม่มีใครเอา ไม่รู้จะไปจีบใคร ก็เลยประชดว่าจะไปจีบหมาไปจีบหนูไปดูสัตว์น้ำ มันก็ได้เนื้อของคีย์มา แล้วเราก็เอาไปต่อเป็น ไปขี่ม้า ไปจีบควาย ให้มันรู้ไป แล้วเราก็มาขยี้เนื้อเพลง เริ่มเขียนตั้งแต่เวิร์สใหม่อีกรอบนึง ก็คือเอาคีย์ตรงนั้นเป็นคอนเซ็ปท์หลักเลย แล้วเราก็วางแผนไว้เลยว่าต่อไป The Bandit Boy จะเขียนเนื้อเพลงให้ดูมีความกวนอยู่ข้างใน มีความเกินจริง

ปล่อยให้มันหลั่งไหลไปตามจินตนาการของเรา หลังๆ มาเนื้อเพลงก็เลยจะมีความเลอะเทอะ (หัวเราะ) เต็มไปด้วยจินตนาการมากขึ้น มันจะไม่ใช่แบบคำเท่ ๆ เหมือนอัลบั้มแรก ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ อย่างสูตรอมตะ ก็จะเป็นแบบ โดนมีดแทง สิบแผลก็ไหว โดนปืนยิงสิบนัดก็ไม่ตาย หรืออย่างในเสียเวลาย้อนเวลาก็จะมีท่อนอย่าง ให้ฉันนั่งไทม์แมชชีนไปกี่ครั้ง” – ไฝ

เรื่องที่ยากในการทำเพลงนี้คืออะไร? เป็นคำถามที่เราถามกับทางวง หลังจากที่พอสัมผัสได้ว่าการทำงานของวงมีทิศทางที่ค่อนข้างจะไปได้ด้วยดี เอเชียก็บอกกับเราว่าความยากของเพลงนี้สำหรับเอเชียคือเพลงนี้เป็นเพลงแรกเลยที่ได้ร้อง หลังจากเข้ามาเป็นสมาชิกในวงได้ไม่นาน แต่ว่าวันนั้นต้องอัดพร้อมกันสองเพลงเลย คือเพลงจีบหมา กับเพลงสูตรอมตะ

“ผมร้องเพลงสูตรอมตะเข้าปากกว่าเพลงจีบหมา เพราะผมไม่ได้อยู่ในกระบวนการทำเพลงตั้งแต่แรก เเต่ผมต้องร้องจีบหมาให้เหมือนสูตรอมตะให้ได้” – เอเชีย

ก่อนที่วงจะเล่าว่าอันที่จริงแล้วเพลงจีบหมาอัดเสร็จไปตั้งแต่วันแรก แล้วพอมาถึงวันที่สองก็มาอัดสูตรอมตะกันต่อซึ่งใช้วิธีร้องเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่พอหลังจากอัดสูตรอมตะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนในวงมีความเห็นตรงกันว่าเอเชียต้องร้องแบบเพลงสูตรอมตะนี่แหละ เลยต้องมานั่งรื้อเพลงใหม่ อัดเพลงจีบหมาใหม่กันหมด แฮมบอกพร้อมด้วยเสียงหัวเราะว่าความยากหลังจากที่มารื้อเพลงอีกรอบคือต้องเล่นให้น้อยลง แต่ให้มันมากขึ้น เพราะความยากเพลงนี้มันคือตอนคิดเมโลดี้ แล้วก็ดีไซน์เพลง ที่ทีแรกทางวงรู้สึกว่าทำเมโลดี้แรกมาไม่ค่อยพอใจเลย แต่ว่าในส่วนของซาวด์ดีไซน์ทางวงสนุกกับมันมาก ให้ความรู้สึกเหมือนได้วิ่งเล่น ซึ่งไฝบอกว่ามันเยอะมากๆ เยอะกว่าเครื่องดนตรีของทุกคน มันเหมือนทุกคนได้ช่วยกันออกไอเดีย จับเสียงนี้มาวางเลเยอร์นี้ จับเสียงนี้มาวางตรงนี้ เลเยอร์นี้กี่ชั้น ตรงนี้มีลูกเล่นของเสียงสังเคราะห์อะไรยังไงบ้าง

“ส่วนหนึ่งก็คือเราไม่อยากให้ซาวด์มันเป็นแบบ วงร็อกก้าวร้าวที่เขาจะใช้ซาวด์ EDM ซาวด์ Trap ตามยุคสมัยอะไรอย่างนี้ มันก็เลยจะต้องมานั่งเหนื่อยกับการทำงานกับซินธิไซเซอร์เยอะหน่อย แต่ก็สนุก สนุกกว่าตอนนั่งเขียนเนื้ออีก (หัวเราะ)” – ไฝ

โจ้บอกกับเราว่าในการทำเพลงหลังจากการปรับเปลี่ยนทิศทางดนตรีก็ไม่ได้มีแค่เรื่องยาก แต่ก็มีเรื่องสนุก ๆ อยู่เพราะถ้าเป็นการเล่นเพลงแบบเก่า สมาชิกในวงจะเล่นยากกว่าเพราะจะต้องมาพะวงลูกเล่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามาต่างจากดนตรีแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อการเล่นสดมากขึ้นเฉพาะ ทำให้เล่นได้ง่ายกว่า

“เพราะถ้าเป็นอันเก่าเนี่ย พี่จะนับในใจ นับทั้งเพลง (หัวเราะ) อันนี้มันโฟล์ว เล่นง่ายกว่า” – โจ้

“เวลาเราเล่นก็กระโดดได้ง่ายกว่า (หัวเราะ)” – แฮม

ส่วนทิศทางขั้นต่อไปของวง ไฝก็เผยว่าตอนนี้พวกเขาสนุกกับการทำเพลงป๊อปไปแล้ว ต่อไปก็ยังจะทำเพลงป๊อปไปเรื่อยๆ พร้อมกับโจ้ที่ให้คำนิยามว่าเป็น ‘เพลงฮิตที่ตีหัว’ ประมาณว่าเป็นเพลงป๊อป ที่ยังมีตัวตนพวกเขาใส่เข้าไปด้วย

“เราจะยังทำเพลงที่คนอื่นก็ชอบ แล้วเราก็ชอบด้วย ไม่ได้จะเอาใจคนฟังอย่างเดียว เพราะตั้งใจที่จะทำให้ทั้งเราเเละคนฟังชื่นชอบไปด้วยกัน”
– The Bandit Boy –

‘Passenger’: เที่ยวโดยสาร ‘ปลอดอำนาจ’ ที่ออกเดินทางไปพร้อมกับ VELS. เผชิญหน้าสู่ความเป็นจริงที่ไม่น่าอภิรมณ์

เรื่องโดย : วรัญชิต แสนใจวุฒิ
—————————–
VELS. เป็นวงดนตรีร็อกสไตล์ Alternative & Psychedelic rock ที่มีชื่อย่อมากจากสำนวนภาษาอังกฤษที่กล่าวว่า ‘VILE EVIL LIVES’ ซึ่งพวกเขาเป็นวงดนตรีที่ต้องการถ่ายทอด และตีแผ่เรื่องราว ‘ความจริง’ ที่คอยแฝงตัวอยู่ตามซอกหลืบอันมืดมิดของสังคม และภายจิตใจของผู้คน ออกมาให้ทุกคนได้รับรู้ดังประโยคที่ว่า ‘ทุกความดีมีความชั่วแฝงกายอยู่ ภายใต้ความจริงล้วนมีคำโกหกซ่อนเร้นเสมอ’ ผ่านสายตา และมุมมองของสมาชิกทั้ง 5 คน ได้แก่ เติร์ก – ธิติพงษ์ สุวรรณมณี (ร้องนำ), ปูน – ศิรวิชญ์ โสภาจารีย์ (กีตาร์), ป่าน – ปวีณวัฒน์ ชัยศิลปบุญ (เบส), ป้อง – วณัฐ หุตะสังกาศ (กลอง), ซีเกมส์ – ชาติวุฒิ สุประดิษฐ์ (คีย์บอร์ด)



‘Passenger’ ซิงเกิลใหม่จากวง VELS. หลังจากที่ได้ปล่อยผลงานชุดก่อนหน้า EP. Humane ในปี 2021 ไปแล้ว เพลงนี้นับเป็นซิงเกิลแรกจากอัลบั้มชุดใหม่ของวงที่กำลังจะมีแผนจะปล่อยออกมาให้เราได้รับฟังกันเร็ว ๆ นี้

โดยจุดเริ่มต้นของซิงเกิลนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากเติร์กนักร้องนำ ที่ต้องการเล่าถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้พบเจอมา ผ่านปลายปากกาลงสู่แผ่นกระดาษเป็นเดโม ก่อนที่ปูน มือกีต้าร์จะนำเดโมนี้มาเพิ่มเติมจังหวะ และคอร์ดลงไปตาม reference ที่ผ่านการแชร์ไอเดียกับวง นอกจากนี้ยังมีความตั้งใจใช้กีต้าร์ที่มีความเป็น percussion ร่วมกับ groove หลักของเพลง

เติร์กได้กล่าวว่าหลังจากการทำผลงานชุดแรก ทำให้ความสัมพันธ์ของสมาชิกทั้ง 5 คนในวงได้พัฒนามากขึ้น จากเดิมที่แนวเพลงของวงไม่มีความชัดเจน เพราะขาดการพูดคุยสื่อสารกัน แต่ในอัลบั้มชุดนี้มีการคุยกันมากขึ้นมีการแลกเปลี่ยนไอเดียมากขึ้น ทำให้วิธีการเลือกใช้องค์ประกอบต่างๆ ในเพลง รวมถึงภาพรวมของวงที่มีความเป็นวงเดียวกันมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการทำงานในผลงานชุดก่อนที่แต่ละคนมีไอเดียเป็นของตัวเองชัดเจน

“พวกเรามองว่าในการทำงานชุดก่อนพวกเราเพิ่งได้เจอกัน ความรู้สึกตอนนั้นพวกเราไม่ได้มาทำงาน มาเล่นดนตรีด้วยกัน แต่ต่างคนต่างมาโชว์ความสามารถของแต่ละคนให้กันดูมากกว่า ซึ่งทำให้ในงานเนื้อหา และดนตรีมันดูล้นๆ แต่หลังจากผลงาน EP. Humane เราเติบโตขึ้น เราได้ใช้เวลาร่วมกัน พูดคุยกันมากขึ้น มันทำให้แนวทางในพาร์ทของเนื้อหา และดนตรี ในผลงานชุดนี้ มีพัฒนาการ และมีทิศทางเดียวกันมากขึ้น” – เติร์ก

คือสิ่งที่เติร์กบอกเล่าถึงการเติบโตของ VELS. ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลังจากการทำผลงานชุด EP. อัลบั้มก่อนหน้านี้ ซึ่งในการเดินทางครั้งนี้เที่ยวโดยสารที่นำการโดยสารผ่านสมาชิกทั้ง 5 ของ VELS. ซีเกมส์พยายามจะสื่อกับเราว่าวงต้องการนำพาทุกคนไปพบเจอกับความเสื่อมโทรม และความวุ่นวายในสังคม โดยเฉพาะในแง่มุมมองเรื่องการเมือง พร้อมกับยกตัวอย่างให้ได้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การปะทะกันของมวลชนกับเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชน เพื่อชวนให้ผู้ฟังกลับมาตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำ  ความแตกแยกในสังคม และตระหนักถึงการเรียกร้องถึง ‘เสรีภาพ’ อันแท้จริง นอกจากนี้ปูนยังได้อธิบายเสริมถึงจุดหมายปลายทางของการเดินทางแท้จริงแล้ว คือการแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวระหว่างทางแล้วสามารถย้อนคิดถึงต้นทางที่ทำให้เกิดสภาพสังคมแบบนี้ เพราะบางครั้งปลายทางก็คือการรู้จักกับต้นทางนั่นเอง

“พวกเราตั้งใจอยากจะให้คนอื่นได้รับรู้ว่า ช่วงเวลาปัจจุบันนี้ 2021 ในซอกมุมต่างๆ ของสังคมเรายังสามรถพบเจอสิ่งแย่ๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ การทุจริตคอรัปชั่น ให้ทุกคนไม่ว่าจะใครก็ตามได้เห็นว่ามันยังมีที่แบบนี้ เหตุการณ์แบบนี้อยู่  และเราหวังจะให้ทุกคนได้พิจารณาการเดินทางครั้งนี้ แล้วได้ทบทวน พร้อมกับลองตั้งคำถามต่อความจริงที่เกิดขึ้นนี้ดูสักครั้งก็ยังดี” – ซีเกมส์

ในส่วนของพัฒนาการในเนื้อหาการนำเสนอ และด้านแนวทางดนตรีเพลงนี้ เติร์กบอกกับเราว่าในด้านของเนื้อหา สิ่งที่แตกต่างจากผลงานชุดก่อนหน้า (EP.Humane) อย่างที่เห็นได้ชัดเลยคือ ความต้องการของวงที่อยากจะสื่อสารแบบตรงไปตรงมาทำให้เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น พร้อมกับกล่าวเสริมว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ยังไม่ได้ละทิ้งเนื้อหา หรือการนำเสนอที่ใช้การเปรียบเปรย ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของ VELS.

“ถ้าพูดเป็นแนวเพลงก็อาจจะยากนิดนึง แต่ถ้าพูดเป็นความรู้สึกส่วนตัวของผมในด้านของเนื้อหา ผมมองว่า VELS. คือเป็นวงร็อคที่เต็มเปี่ยมไปความก้าวร้าว แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีความอ่อนช้อยในตัวตนของพวกเราอยู่” – เติร์ก

ส่วนในด้านพาร์ทแนวทางของดนตรี ซีเกมส์กล่าวให้ความเห็นว่า ในผลงานชุดนี้มีความลงตัวกว่า พร้อมกับเล่าว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเคยถึงขั้นที่ว่ารื้อทั้งอัลบั้มทิ้งไปเกือบหมด เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงตัวตนของ VELS. และปูนยังเสริมอีกว่าคราวนี้วงเองมีกรอบในการทำเพลงมากขึ้นด้วย ดังนั้นในอัลบั้มนี้พวกเขาจึงได้มีโอกาสได้กลับมาพูดคุยถึงแนวทางในด้านดนตรีกันใหม่อีกครั้ง ซึ่งหากมองดูกันกว้างๆ เราอาจจะพบว่า VELS. เป็นวงอัลเทอเนทีฟร็อก แต่ถ้ามองลึกลงไปในผลงานครานี้ จะพบเจอกับส่วนผสมหลากหลายสุดแสนสนุก ที่พวกเขาแต่ละคนมองว่ามันลงตัว และเหมาะสมที่สุดกับวง และอัลบั้มนี้แล้ว

“ถ้าในส่วนตัวผมมองว่าในผลงานก่อนหน้า สิ่งที่เป็นจุดเด่นพาร์ทดนตรี คงจะเป็นเรื่อง Rhythm & Sound จากการที่พวกเราได้ลองผิดลองถูกกันจนมาเป็นเอกลักษณ์ของวง แต่ซิงเกิลนี้ ในด้านอารมณ์เพลง จะสัมผัสได้ว่ามันมีความดุดันมากขึ้น มีวุ่นวายมากขึ้น เหมือนเป็นระเบิดเวลา ที่พร้อมจะระเบิดออกมาเมื่อไหร่ก็ได้” – ซีเกมส์

เติร์กเสริมท้ายก่อนจบบทสนทนากับเราว่า แต่ส่วนผสมที่เพิ่มเข้ามาอย่างเห็นได้ชัดเจนจริงๆ แล้วคงเป็นส่วนของริฟกีต้าร์ซึ่งแตกต่างไปจากผลงานก่อนหน้าที่จะค่อนข้างเน้นไปทางคอร์ดมากกว่า และนอกเหนือจากริฟกีต้าร์แล้ว ยังมีการเพิ่มลูกเล่นในด้านของเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเพิ่ม โดยวงได้แรงบันดาลใจมาจากแนวดนตรีที่เรียกว่า ‘Industrial rock’

“มันคือการหลอมรวมระหว่าง ‘ร็อก’ กับ ‘อิเล็กทรอนิกส์’  ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยแนวเพลงนี้ที่เราเพิ่มเข้ามา สามารถทำให้ตัวเพลง และการนำเสนอให้ความรู้สึกความดุดัน ก้าวร้าว พร้อมช่วยตีแผ่ความไม่น่าอภิรมย์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ทำให้เราเชื่อว่าผลงานเต็มชุดนี้ที่กำลังจะปล่อยออกมาจะทำให้ทุกคนต้องหลงรักมันอย่างแน่นอนครับ” – เติร์ก

Minimind Chapter3 | Solitude Is Bliss

minimind chapter3 นี้เราพามาพูดคุยกับวง Solitude Is Bliss ถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมายของพวกเขา และ 7 ปี กับการร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน SIB เปรียบเหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ที่มีพี่น้องเป็นชายล้วน 5 คน ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

เราเลยอยากถามถึงทิศทางการเติบโตของวง ในตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

เฟนเดอร์ : ของผมน่าจะเป็น Skill บนเวที Skill ที่มันนิ่งขึ้น มันไม่ได้เก่งขึ้นแต่มัน Control ตัวเองได้ดีขึ้น รู้ว่าอะไรคืออะไร อย่างเช่นความตื่นเต้นบนเวที ความกลัวหรือความกังวล เป็นเรื่องทางเทคนิคทั้งหลายครับ ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ ที่ผมรู้สึกมีความ Control มันได้มากขึ้น มีความโตมากขึ้น

เบียร์ : มันเป็นวงที่ค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างเช่น Skill ก็เกี่ยว ไอเดีย ความคิด ความกล้าก็เพิ่มขึ้น แล้วก็ฐานแฟนเพลงเพิ่มมากขึ้นทีละนิด จนล่าสุดงานที่เราเคยไป 2-3 ครั้ง ในหลายปีที่ผ่านมา พอเราไปปีล่าสุดคนดูเยอะขึ้น คิดว่าน่าจะโตในแง่นี้ด้วย

แฟรงค์ : สำหรับแฟรงค์นะครับ จริง ๆ คนที่จะมองภาพชัดที่สุดน่าจะเป็นเฟน เฟนเคยเล่าให้ฟังว่าก่อนที่เราจะไปเล่น Stone Free (Stone Free Music Festival) ตอนยังไม่มีวง เฟนไปในฐานะคนดู เฟนยังไม่มีวง แต่หลังจากปีนั้นถัดไป วงเฟนก็โผล่ขึ้นมาก็คือเป็นวง Solitude Is Bliss จริง ๆ ลำดับที่ Sequence ชัดเจนน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า จากสมาชิก 1 คนเป็น 2 คน 4 คน ก็เป็น 5 คน แล้วก็ค่อย ๆ มีคนฟังเรา จากเมื่อก่อนเราทำฟังกันเอง ก็ค่อยมีคนฟังเรามากขึ้น

เบียร์ : จำได้ว่าตอนนั้น Stone Free เราเล่นตอน 7 โมงเช้า มีคนดู ประมาณ 4-5 คนได้ จนเวลาผ่านมา 7 ปี โอเค เราเห็นภาพละ เรายังไปต่อได้

แฟรงค์ : ใช่ครับ มันค่อย ๆ โตเป็นลำดับดีกว่า จริง ๆ ก็คาดหวังให้มันโตแบบก้าวกระโดดเหมือนคนอื่นบ้าง แต่โตแบบนี้มันจะยั่งยืนกว่า

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเรื่องการเติบโตในเรื่องของความสามารถ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเติบโตกันค่อนข้างมาก ตามที่บอกมา และจากการมองเห็นของคนดูเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเอง และคนดูเองมองไม่เห็น ก็คงเป็นในเรื่องของความสัมพันธ์ของพี่น้องชายล้วนทั้ง 5 คน 

เบียร์ : ถ้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ เราสื่อสารกันได้ดีกว่าตอนเริ่ม เพราะว่าเรายังไม่รู้แต่ละคนเป็นยังไง

เฟนเดอร์ : ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีความใจเย็นที่จะฟังกันมากขึ้น แล้วก็ประมวลผลเรื่องของตัวเอง Opinion ตัวเอง

ปอนด์ : มันคือครอบครัวครอบครัวหนึ่ง เราโตมาด้วยกันจริง ๆ 7 ปีนี่เหมือนเราเข้าม.1 ตอนนี้เราอยู่มหาลัยปี 1 แล้ว ซึ่งมันเหมือนผ่านช่วง Generation นึงแล้ว คิดว่ามันคือกลุ่ม ๆ หนึ่งที่ทำให้เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ นอกเหนือจากที่มีเพื่อนสนิท คิดว่า Band นี่แหละ คือคำตอบที่ทำให้ชีวิตมีการพัฒนาขึ้น

ถ้ามองย้อนกลับไปดู วงเองมีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไรบ้าง จากมุมมองของสมาชิกของแต่ละคน

ปอนด์ : น่าจะเป็นเรื่องวินัยมั้ง อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นของวงหรือของตัวเองนะ น่าจะเป็นเรื่องของเวลาซ้อม อาจจะไม่ตรงเวลาตามที่นัดไว้ ถ้าในเรื่องของการโชว์ก็มีบ้างครับ ทางเทคนิคบ้าง

แฟรงค์ : จุดอ่อนของวง อาจจะด้วยเรามีโอกาสได้เล่นไม่บ่อยพอ คนดูก็เลยยังเจอพวกเราได้ไม่บ่อยเท่าไร อนาคตก็หวังว่าจะครอบคลุมแฟนเพลงทุกคนทุกจังหวัด

เฟนเดอร์ : ข้อใหญ่ ๆ ที่คิดว่าวงอื่น ๆ Universal เจอเหมือนกันเลยก็คือ มีเวลาน้อยครับ มีเวลาในการสร้างงานของตัวเองน้อย 

โด่ง : ถ้ามองจุดอ่อนของวงเลย ผมคิดว่าผมมองไม่ค่อยออกเท่าไร เพราะว่ามันเป็นครั้งเป็นคราวไป มันไม่ได้มีอะไรที่ว่าเป็นจุดอ่อนไปเลย เพราะว่าเจอปัญหานี้เราก็พยายามที่จะพัฒนา แก้ปัญหาไปได้เรื่อย ๆ มากกว่า ก็เลยยังคิดไม่ออกว่าเป็นจุดอ่อนตรง ๆ เลยนี่เป็นยังไง อาจจะต้องเป็นคนนอกมองเข้ามามากกว่าถึงจะรู้มากกว่า

แฟรงค์ : นึกออกอีกข้อครับ ถ้าเทียบกับวงอื่นคือเราเบสออนเชียงใหม่ เราอาจจะไปที่อื่นยาก เป็นข้อจำกัดเราอาจจะไปเล่นให้คนที่อยู่ไกล ๆ ได้ยากกว่าคนที่อยู่กรุงเทพ ที่นั่นมันอยู่ตรงกลางไปที่ไหน Cost ก็อาจจะน้อยกว่าเรา

เฟนเดอร์ : ส่วนจุดแข็งสำหรับผม ผมคิดว่าแต่ละคนมี Sense ทางดนตรีเป็นของตัวเอง ที่แบบว่าเอาคนอื่นมาแทนไม่ได้ หมายความว่าผมไปเป็นแทนพี่ปอนด์ไม่ได้ ผมแทนพี่โด่งไม่ได้ ผมแทนพี่แฟรงค์ไม่ได้ คือแต่ละคนมีทางเป็นของตัวเอง ในตำแน่งเครื่องดนตรีของตัวเอง

แฟรงค์ : สำหรับแฟรงค์คิดว่า Solitude เวลาไปเล่นสดเราแถมอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นหรือในมาสเตอร์ค่อนข้างเยอะครับ ซึ่งมันจะต่างกันทุก ๆ โชว์ ซึ่งทำให้คนดูได้ลุ้นเหมือนกันว่าเราเตรียมอะไรมาให้เขาบ้าง

เบียร์ : ผมคิดว่าจุดแข็ง ที่พี่แฟรงค์พูด มันเป็นเรื่องของการดีไซน์โชว์ ออกแบบแล้วก็ลองใส่อะไรเพิ่มเข้าไปนอกจากการเล่นเพลงธรรมดาตามมาสเตอร์ ซึ่งเราก็ดู Feedback คน เขาแฮปปี้ ผมชอบที่จะเซอร์ไพรส์คนดู

Please Verify That You Are Not A Robot อัลบั้มใหม่ล่าสุด ที่ย้อนถามคนฟังว่า ‘คุณยังมีความรู้สึกอย่างที่มนุษย์รู้สึก กับอัลบั้มนี้อยู่หรือไม่?’

เฟนเดอร์ : คอนเซ็ปต์มันไม่ได้มาพร้อมกับชุดเพลงที่ทำไว้ครับ เราทำเดโมดราฟต์ไป 14 เพลง ซึ่ง Resources มันออกมา 12 เพลง จน Resources ออกมาเสร็จแล้วว่ามี 12 เพลงนี้ เรียงแทร็กแบบนี้เราก็ยังไม่มีชื่อ ด้วยความที่เพลงพวกนี้มันดราฟต์กันเสร็จแล้ว แล้วก็มีเวอร์ชั่นที่พร้อมมิกซ์พร้อมอะไร แล้วก็ลองเรียงแทร็กดู เราเห็นข้อความบางอย่างที่มันเกิดมาจากตัวของมันเอง ก็คือเรารู้สึกว่าเนื้อหาโดยรวมมันกำลังทวงถามถึงความเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิด การเกลือกกลั้วกับอารมณ์นั้นมันเป็นทุกข์และการหาทางออกให้กับสภาพจิตใจของตัวเองในสถานการณ์พวกนั้น ก็เสนอชื่อกันเข้าไปก็ได้ชื่อนี้มา ‘Please Verify That You Are Not A Robot’ เหตุผลแรกสุดก็คือ ชื่อที่มันล้อกับ Captcha เวลาเราเข้าเว็บหรือดาวน์โหลด ให้ Verify ว่าเราเป็นไวรัสรึเปล่า เป็นระบบออโต้ที่เข้ามาทำลายระบบของเขารึเปล่า ก็ประมาณนี้ครับ ตั้งแต่ได้ชื่อมามันก็ไปทางเดียวกันหมดก็คือเป็นการเรียกร้องหาความเดียงสาเก่า ๆ ในขณะเดียวกันก็ร้องหาความเข้าใจโลกด้วย 

เบียร์ : ถ้าสำหรับผมนะครับ มันคือมุมมองใหม่ของอัลบั้มนี้ มันคือมุมมองของบุคคลที่สาม เกือบทุกเพลงเลย

เบียร์ : ความพิเศษอีกอย่างของอัลบั้มนี้คือ โดยส่วนตัวผม พวกไลน์กีตาร์ ไลน์อะไรอย่างงี้ เราค่อนข้างที่จะหยิบไลน์เมโลดี้จากเดโมตอนอัดมาใช้เยอะพอสมควร เพราะว่าเราไปอัดอีกรอบ ให้มันได้หนึ่งฟีลแบบนี้ มันทำไม่ได้ แล้วสิ่งที่ผมชอบในอัลบั้มนี้มันเป็นฟีลที่เรียลมาก มันไม่ได้มานั่งคิดเป็นชั่วโมง มันมีความผ่อนคลายแล้วก็ความเป็นธรรมชาติ คือเราได้ยินเสียงอะไร เราก็อัดเลย ผมชอบตรงนี้แหละ ซึ่งมันไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด ต้องมานั่งหาทฤษฎีนู่นนี่ แต่กับบางเพลงนะครับ บางเพลงก็มีเหมือนกัน อย่างเพลงยากๆ อย่าง Show Time ก็ต้องกลั่นเสียงในหัวอยู่ประมาณหนึ่งวัน สองวัน

พี่เจ (เจตมนต์ มละโยธา) ได้เข้ามามีบทบาทกับอัลบั้มนี้โดยเป็นโปรดิวเซอร์ ประสบการณ์จากการร่วมงานในครั้งนี้เป็นอย่างไร?

เฟนเดอร์ : การร่วมงานกับพี่เจ ถือว่าเป็นการเปิดโลกในการทำงานครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราทำงานเอง จบงานกันเอง อัดเอง มิกซ์เอง มาสเตอร์เอง เถียงกันเอง พอรอบนี้เราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากโดนการทำงานที่มันเป็น Professional จริง ๆ เราไม่เคยแตะเลย เราอยากเห็นว่าพื้นฐานของคำว่า Professional มันคืออะไร ประจวบเหมาะกับเราได้มีโอกาสได้ร่วมงานกัน ระหว่างเพลงของ Penguin villa กับ Solitude Is Bliss ในโปรเจ็ค Fungjai Crossplay ผมก็สนใจในวิธีคิดเพลงของพี่เจ ก็เลยลองถามแกดู แกก็ยินดีที่จะมาทำให้ เราก็ได้หลายอย่างครับ ได้ทั้งทักษะในสตูดิโอ ทักษะ Pre Product, Post Product วิธีจัดการ การออกแบบซาวด์ การมองภาพรวม 

แฟรงค์ : แล้วก็อีกอย่างพี่เจ แกเข้ามาเป็นคนตัดใจในทุก ๆ จุดของเราด้วย เมื่อก่อนเราจะเสียเวลาตรงนี้เถียงกัน พี่เจก็เลยช่วยมาฟันให้ว่าจะเอาแบบนี้

เบียร์ : คือเราตกลงกันไว้ด้วยว่าเราจะให้พี่เจเป็นคนตัดสินใจ มันก็เลยง่าย 

แฟรงค์ : ก็เลยไปจบที่พี่เจ เถียงกันแทบตาย คือพี่เจพูดยังไงก็คือจบเลย

เฟนเดอร์ : แต่มันก็หมายถึงเราเสนอ Solution ต่าง ๆ ให้พี่เจได้ ไม่ใช่ว่าเราโยนไปให้ แล้วก็พี่เจโยน Direction อะไรมา เราก็รับไปหมด มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ โยนไปแล้วแกก็ยังฟังพวกเรา แล้วแกก็ยังเอา Solution พวกนั้นไปประเมินผล แล้วก็ไป Direction จาก Solution ที่มีทั้งหมด

เราทุกคนมีสีประจำตัว หรือ มีสีที่ชื่นชอบแน่นอน ซึ่งสีนั้นก็เป็นเหมือนตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้นด้วยเช่นกัน แล้ว Color Of Your Life ของแต่ละคน คือสีอะไร? 

เฟนเดอร์ : เอิร์ธโทนครับ น้ำตาล เพราะว่ามันรู้สึกถึงออริจินอล ความเรียบ ความออแกนิค ความแข็งแรง ความมั่นคง ความสงบ มันมีความเป็นธรรมชาติที่มั่นคงอยู่

เบียร์  : จริง ๆ ผมเป็นคนชอบหลายสีครับแล้วแต่อารมณ์อีกทีนึง แต่คิดว่าสีที่เป็นตัวเองน่าจะสีแดงครับ เพราะว่ามันบ่งบอกถึงพลังอะไรสักอย่าง เพราะว่าตัวเองเป็นคนดีด ๆ พลังเยอะ ๆ เหลือ ๆ อะไรประมาณนั้น ก็เลยคิดว่าสีแดง สีเข้มนะครับ ผมเป็นคนชอบสีแดงเข้ม

โด่ง : ของผมก็เป็นสีฟ้าครับ เพราะว่าปกติเป็นคนชอบสีฟ้าอยู่แล้ว แล้วก็สีฟ้ามันทำให้ดูมีชีวิตชีวา บางทีเราก็อารมณ์ที่แบบหลายอารมณ์ พอเห็นสีฟ้าได้สัมผัสกับสีฟ้าก็จะรู้สึกสดชื่น

ปอนด์  : จริง ๆ ผมก็ชอบหลายสีครับ แต่โตมาจะชอบเป็นโทนสีเทา จะชอบเป็นความ Blank ความ Empty ความที่มันสามารถเติมอะไรเข้าไปได้ ชอบความที่มันไม่มีอะไรเลย ชอบความที่มันแบบซอฟท์ดี สามารถที่มันจะให้เป็นโทนเย็นหรือโทนร้อนก็ได้ครับ

แฟรงค์  : ของผมถ้าถามเพื่อน ๆ หรือถามแฟนจะทราบตลอดว่าผมชอบสีส้มนะครับ หลาย ๆ อย่าง อย่างรถเรามอเตอร์ไซค์เราก็เป็นสีส้ม แฟรงค์ว่ามันเป็นสีที่มีชีวิตชีวาสีนี้ มองไปก็จะรู้สึกสดใส ไม่ค่อยดูหม่น มีพลังในการใช้ชีวิตเหมือนกัน เหมือนให้พลังเพราะมันเป็นสีของแสงแดดตอนเช้า 

Color Of Solitude Is Bliss แต่ละคนเห็นเป็นอย่างไร?

เบียร์ : ถ้าสีของ Solitude น่าจะเห็นไม่เหมือนกัน

เฟนเดอร์ : มันแล้วแต่ พูดง่าย ๆ มันเหมือนกับเอาสีที่พูดทั้งหมดมาผสมจับคู่กันไปเรื่อย มันก็จะออกมาเป็นคู่สีต่าง ๆ ออกไปอีก

แฟรงค์ : ถามว่ามันเป็นสีที่ชัดเป็นสีเดียวมั้ย แฟรงค์ว่าก็ไม่น่าจะใช่อย่างงั้นเท่าไร

เบียร์ : ต้องถามคนฟังด้วยว่าเขาฟังแล้วเห็นเป็นสีอะไร น่าจะชัดมากกว่า

หากถ้าถามเราว่ามองเห็น Solitude เป็นเหมือนสีอะไร เราก็คงตอบได้ว่า พวกเขาเป็นเหมือน สีที่ร้อนแรง มีชีวิตชีวา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ และทุกครั้งที่ดูโชว์ของพวกเขา มันก็เหมือนกับพวกเขาได้สาดสีนั้นมาแต่งเติมให้กับชีวิตของเราไปด้วย ดังนั้นขอย้อนถามกลับถึงคนดูว่า Color Of Solitude Is Bliss ของคุณ คือสีอะไร?


การก้าวข้ามปัญหาสำคัญ จนมาถึง ‘PASSED’ อัลบั้มแรกของ SIRIMONGKOL

อัลบั้ม ‘PASSED’ ไม่เพีงแต่เป็นผลผลิตจากงานดนตรีของ SIRIMOGKOL แต่เพียงอย่างเดียว แต่อัลบั้มนี้ ยังคงได้รวมเอาเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งร้ายและดีของพวกเขาไว้ด้วย แต่พวกเขาเชื่อว่า เรื่องราวที่ร้ายและดีทั้งหมดนี้ มันเป็นแรงผลักดัน ทำให้พวกเขาได้ ‘เติบโต’ ขึ้นไปอีกขั้น

จริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ด้วยคำพูดว่าจะให้เขามาชอบเราในวันเดียว หรือว่าจะให้เขาฟังเราหนึ่งเพลงแล้วเขาจะชอบเรา แต่ว่าอยากจะบอกว่าการเข้ามาทำงานกับ Sirimongkol ทุกขั้นตอนและทุกเพลง เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้ามาเปลี่ยนหรือเข้ามาทำให้วงเดินในทิศทางที่เปลี่ยนไป

รพี – นักร้องนำ

Q: จุดเริ่มต้นของการทำเพลง

เก่ง : จุดเริ่มต้นของการทำเพลงจริงๆก็คือ พวกผมได้มีโอกาสไปที่ Cat Expo ตอนนั้นไปเป็นเด็กยกของให้พี่บอย Imagine เพราะว่าผมเล่นประจำอยู่ที่ร้านของแกอยู่แล้ว ก็เลยได้มีโอกาสไปดูงาน พอไปดูงานแล้วก็รู้สึกว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างเหลือล้น ก็เลยกลับมาคุยกับในวงว่าทำเพลงกันมั้ย ก็เลยกลับมาทำเพลง รวมกับมีเหตุการณ์ในชีวิตของแต่ละคนด้วยเอามาแชร์กัน ก็เลยเกิดเป็นเพลง April ครับ เป็น Single แรกของพวกเรา

Q: จุดเปลี่ยนสำคัญของวงคืออะไร?

เก่ง : จุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงจริงก็จะเป็นเรื่องการเปลี่ยนสมาชิกของวงนะครับ ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้ออกมาพูดเรื่องนี้เลย มันเป็นปัญหาใหญ่จริงๆครับ ถึงขนาดที่พวกเราพักวงไปช่วงนึงเลย
ซีโอ้ : ใช่แบบ… ไม่ทำเพลงก็เล่นร้านอย่างเดียว

เก่ง : ใช่ๆ ครับ ช่วงนั้นก็คือน้องมือเบสคนเก่า ช่วงที่ใกล้เกิดปัญหา น้องมือเบสคนเก่าเขาไปฝึกงาน เอ่อ… พอดี แล้วช่วงนั้นผมไม่มีมือเบสเล่นร้านละ ช่วงเกี่ยวเนื่องกับซีโอ้เนี้ยมาอยู่เชียงใหม่ช่วงนั้น ก็เลยชวนมาเล่นร้าน ใช่ๆ ชวนมาเล่นร้าน แล้วก็อีกสักระยะนึงเนี้ย มันก็เกิดปัญหาขึ้น 

ซีโอ้ : เกิดปัญหาขึ้น ทีนี้ครบตอนช่วงที่มือเบสคนเก่าเขาฝึกงานเสร็จพอดีแล้วเขามาเจอปัญหาตอนนี้ เขาก็เลยรู้สึกว่า เอ่อ… รับไม่ได้ตรงจุดนี้ อะไรอย่างนี้ครับ ก็เลยตัดสินใจที่ไม่กลับ ก็เลยออกวงไป จากที่ผมมาแทนก็ได้เล่นตลอดเลย

แต่ช่วงนั้นก็เป็นการพักวงระยะยาวนะครับ ใช่ ไม่คิดที่ว่าจะได้ทำเพลงอะไรกันต่อแต่ว่า ผมก็โทรไปหานิวว่า เอาไงกันต่อดีวะ ผมก็ ตอนแรกก็จะวงแตกแล้วแหละ พูดตรงๆนะครับ ผมก็ขอทุกคนไว้ก่อนในวงบอกว่า ขอเวลาก่อนขอเวลาแปปนึง ขอแก้ปัญหาก่อน

Q: ตัดสินใจจะเปลี่ยนนักร้อง

เก่ง : ผมไม่ได้ตั้งใจ จะหานักร้องมาเข้า Sirimongkol หรอกครับ ตอนนั้นผมก็ หานักร้องเล่นประจำกลางคืนกับผม ก็เลยโพสต์อ่อยๆใน Facebook ว่าหานักร้อง แล้วก็มีน้องนัทเมื่อก่อนอยู่ Counterclockwise ตอนนี้อยู่ The Vuniyerse ละ ก็เลยแนะนำรพีมา

Q: ความยากในการร่วมงานครั้งแรก?

รพี : ก็คือตอนแรก ที่ได้พูดคุยกันเนี้ย โอเคเราไม่ได้มีปัญหาเลย ไม่ได้มีปัญหาเรื่องทัศนคติกัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องแนวเพลงเพราะว่าเท่าที่ฟังเพลงเก่าๆ โอเค เราสามารถร้องได้ เราคิดว่าเราสามารถทำได้ แล้วก็เพลงที่จะอัดใหม่ เราก็คิดว่าเราสามารถทำได้ ในขีดความสามารถของเรา เราคิดว่าเราสามารถทำได้ เรามั่นใจมาก
แต่พอได้อัดเพลงใหม่ เพลง Once เนี้ย ตอนปล่อยออกไป มันกลายเป็นว่ามีสองกระแสที่สวนทางกัน ก็คือหนึ่ง ทุกคนชอบเพลง Once ทุกคนบอกว่ามันโอเค แล้วก็มันเป็นเพลงที่ Sirimongkol กลับมาแล้วทุกคนดีใจ มีคนอวยพร มีคนรู้สึกดีกับมัน
แต่… อีกมุมนึงก็คือ มีคนที่ยังไม่โอเค มีคนที่ยังรู้สึกสงสัยว่า เฮ้ย ไอ่นี่มันมาได้ยังไงวะ มีคนที่รู้สึกสงสัยว่าทำไมถึงต้องเปลี่ยนนักร้อง มีคนสงสัยว่า แล้วคุณภาพของเพลงหลังจากนี้จะเป็นยังไง
ก็… ตรงนี้น่าจะยากที่สุดครับ

จริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ด้วยคำพูดว่า จะให้เขามาชอบเราในวันเดียว หรือว่าจะให้เขาฟังเพลงเราหนึ่งเพลงแล้วเขาจะชอบเรา แต่ว่าอยากจะบอกว่า การเข้ามาทำงานกับ Sirimongkol ทุกขั้นตอนแล้วก็ทุกเพลง เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้ามาเปลี่ยน หรือว่าเข้ามาทำให้วงเดินในทิศทางที่เปลี่ยนไป แต่ว่า การทำงานของเรา คือเราได้คุย ได้ตกลงแล้วก็จูนกันทุกอย่าง ทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการ ว่าแบบว่าเราจะทำยังไง เราจะไปกันต่อยังไง
แล้วก็สิ่งที่มันจะตอบได้ก็คือเมื่อตอนที่เราไปแสดงสด เราสามารถจะทำให้คนดูยังอินกับเพลงเดิมได้มั้ย และยังสามารถจะทำให้คนที่ไม่ชอบเรา หรือว่าชอบ Sirimongkol อยู่แล้ว มาชอบเพลงใหม่ที่กำลังจะปล่อยต่อไปเรื่อยๆได้มั้ยมากกว่าครับ

Q: เพลง Once คือจุดเริ่มต้นกับ Minimal Records?

จริงๆ เพลง Once นี่มันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง จากการที่เราได้เข้า Minimal นะครับ พอดีว่าเพลง Once เราทำมาค่อนข้างที่จะนาน แล้วก็เดโม่จริงๆก็ไม่ใช่แบบนี้นะครับ
แล้วก็เหมือนเราได้เจอกับโปรดิวเซอร์ใหม่ๆ ด้วย
แล้วก็ตอนนั้นเพลง Once ก็คือ คุยกันในวงว่าอยากทำดีๆ เพราะว่าการเปลี่ยนนักร้องมันคืออะไรที่ท้าทายนะ ท้าทายที่สุดละ ท้าทายแฟนเพลง ท้าทายตัวเอง
มันต้องออกมาดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ในช่วงเวลานั้น
ตอนเพลงนี้ก็ใช้เวลาทำประมาณปีนึงครับ ทั้งเอ็มวีทั้งตัวเพลงนาน ประมาณหนึ่งปีครับ เราก็เลยได้มีโอกาสไปชักชวน เบียร์จาก Solitude Is Bliss นะครับ ผมก็เข้าไปคุยกับเบียร์ เอาเดโม่ให้ฟังก่อนว่า
ช่วยโปรดิวเซอร์ให้หน่อย แล้วก็เข้าสู่กระบวนการทำงานกัน จนออกมาเป็นเพลง Once ครับผม

Q: ความเป็นมาของอัลบั้ม ‘PASSED’

สำหรับชื่ออัลบั้ม ‘PASSED’ นะครับ จริงๆแล้วมันก็บ่งบอกการทำงานของพวกเราด้วยระหว่างในช่วงระยะเวลาในช่วงระยะเวลาที่ทำอัลบั้ม หรือว่าในช่วงระยะเวลาที่พี่ๆ ต้องแกปัญหาก่อน ก่อนหน้านี้ที่เกิดปัญหาขึ้น มันทำให้ผมคิดว่าการที่เราทำงานกันมาประมาณร่วสองปี มันคือการส่งผ่าน แล้วก็การที่เราต้องผ่านปัญหาต่างๆ
รวมถึงการที่เราต้องผ่านประสบการณ์ ผ่านสิ่งที่ต้องเจอของแต่ละคน ผ่านปัญหาที่แก้ได้แก้ไม่ได้แล้วเราต้องหาวิธีแก้ร่วมกัน ก็เลยเป็นชื่ออัลบั้ม ง่ายๆแต่ว่า สามารถบ่งบอกถึงการทำงานของการทำงานของอัลบั้มนี้ได้ดีที่สุดก็คือชื่อ ‘PASSED’

ครับ ในส่วนของโทนเพลงในอัลบั้มของพวกเรา Sirimongkol นี้ก็ จะเป็นอารมณ์ของการไล่ระดับเฉดสี แต่ว่ามันการไล่ระดับที่แต่ละระดับนั้นค่อนข้างแตกต่างกันครับ ก็จะเป็นเหมือนกับว่าจากสว่างแล้วก็ค่อยๆมืดลง ซึ่งแต่ละเพลงแต่ละแทร็คในอัลบั้ม อย่างที่บอกไปก็คือมความแตกต่าง มีความหลากหลาย ทั้งด้านอารมณ์แล้วก็วิธีการเล่นต่างๆ ใช่ ความหมายขอเพลงเนื้อเพลงต่างๆ พาร์ทดนตรี แตกต่างครับ มันก็เหมือนเห็นการเติบโตของเราด้วย
ใช่ๆ มันจะเป็นความแปลกใหม่ที่หลุดออกมาจากเพลงเก่าๆ ที่เราเคยทำ

Q: 1 ประโยคก่อนจาก…

เพื่อนผมคนนึงบอกกับผมไว้เสมอนะครับว่า ถ้ามีความฝันเนี้ย อย่าไปเล่าให้ใครฟังเยอะ เพราะว่ามันจะทำให้เรากลายเป็นคนเพ้อเจ้อ ก็ขอบคุณทุกๆคนที่รับฟังความฝันของพวกเราครับผม ฝาก Sirimongkol ไว้ด้วยนะครับ



จากจุดเริ่มต้นของ YONLAPA สู่การก้าวเข้าสู่ Minimal Records

เปิด Chapter แรกของ Minimind กันด้วยวงน้องใหม่ล่าสุดของค่ายเรา YONLAPA ซึ่งหลาย ๆ คน ในเชียงใหม่อาจจะเคยรู้จัก น้อยหน่า หรือเห็นน้อยหน่ากันมาแล้ว แต่วันนี้เธอได้ก้าวไปสู่อีกขั้น จาก Acoustic เดี่ยว สู่ Full Band เราจึงได้นำเรื่องราวของ วง YONLAPA มาเล่าสู่ให้ทุกคนได้อ่าน และได้ชมกัน

สมาชิก
น้อยหน่า – ยลภา เพียรพนัสสัก (ร้องนำ,กีต้าร์) 
กันย์ – อานุภาพ เฟยลุง (กีต้าร์,ซินธิไซเซอร์)
นาวิน – นาวิน รักในศิล (เบส) 
ฟิวชี่ – ชลันธร สุนทรพิทักษ์ (กลอง)

Q: แนวเพลงที่เล่นคือแนวอะไร?

กันย์ : “YONLAPA แนวดนตรีเป็น Dream Pop / Indie Pop นะครับ แต่เป็นในสไตล์ YONLAPA อาจะไม่ใช่ Dream Pop / Indie Pop ที่ทุกคนคุ้นหู เพราะว่าทุกคน ที่มารวมวงกัน มีการเล่นที่แตกต่างกันมาก่อนหน้านี้”

น้อยหน่า : “ความจริงแล้วหน่า กับน้องฟิวจะฟังเพลงคล้าย ๆ กัน ชอบเพลงที่มีความฟุ้งมีความป็อบนิดนึง แต่คนในวงมีความชอบที่แตกต่างกันออกไป อย่างพี่นา มาจากวง Smile Station แนว Reggae กันย์ มาจากวง VEGA แนว Psychedelic Rock พอเรามารวมกันแนวเพลงเลยจะมีความผสมผสาน เป็น Dream Pop ที่ Dark หน่อย”

Q: จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีของน้อยหน่า สู่สังกัด Minimal Records 

น้อยหน่า: “เริ่มต้นจากที่พ่อซื้อกีตาร์ให้ตอนประมาณ มัธยม 2 ก็เริ่มฝึก เริ่มเล่นตั้งแต่นั้นมา เราเริ่มรู้สึกชอบในดนตรี และหลังจากที่หน่าเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ได้มีโอกาสได้เริ่มเล่นตามร้านดนตรีกลางคืนในเชียงใหม่ และได้เจอกับพี่เมธ พี่เมธจึงชวนมาร่วมงานกันกับค่าย Minimal Records และได้เริ่มชวนสมาชิกคนอื่น ๆ มาร่วมงานกันจนมาเป็น YONLAPA ในทุกวันนี้”

Photo credit : Fream Tichakorn
Photo credit : Fream Tichakorn

Q: YONLAPA มาจากอะไรและรวมตัวกันได้อย่างไร ?

น้อยหน่า : “เกิดจากการที่คิดชื่อไม่ออกทั้งของตัวหน่าเอง และพี่เมธ ว่าเราจะเรียกตัวเราว่าอะไรดี YONLAPA ก็คือชื่อจริงของหน่าเอง แต่ก็ไม่ได้หมายถึงหน่าคนเดียว ก็หมายถึงทุกคนที่ผสมผสานดนตรีกันจนออกมาเป็น YONLAPA แบบนี้ โดยเริ่มแรกหน่ารู้จักพี่นาอยู่แล้ว รู้ว่าพี่นาเล่นเบสเก่ง ก็เลยชวน แต่กว่าจะได้ทำวงร่วมกันก็นานเป็นปี และก็ได้มีโอกาสเล่นดนตรีด้วยกัน”

ฟิวชี่ : “ส่วนผมพี่โด่ง Solitude is Bliss ที่เป็นคนทำซาวด์ให้กับวง เขามาชวน เอาเพลงมาให้ฟัง และคิดว่าตัวผมเองน่าจะเล่นแนวนี้ได้ สบาย ๆ” 

กันย์ : “ผมถูกชักชวนจากพี่เบียร์ Solitude is Bliss และพี่หน่า ชวนให้มาเล่นกับวง”

น้อยหน่า : “พี่เบียร์ Solitude is Bliss เคยช่วยเหลือตอนเริ่มฟอร์มวงและแนะนำแนวทางในการทำเพลง ให้กับหน่าในช่วงแรกๆ แต่พี่เบียร์ติดโปรเจกต์ หลาย ๆ โปรเจกต์จึงไม่ได้ทำวงร่วมกัน” 

Photo credit : Fream Tichakorn

Q: แรงบันดาลใจในการทำเพลงมาจากอะไร?

น้อยหน่า : “ถ้าในส่วนของเนื้อหา ส่วนใหญ่ที่ทำเพลง ก็จะเป็นเรื่องราวในชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์เศร้า รัก หรือเรื่องราวที่เจอมาในชีวิต เนื้อหาส่วนใหญ่เลยไม่ได้ออกแนวสดใสขนาดนั้น”

ฟิวชี่ : “ในส่วนของพาร์ทดนตรี แรงบันดาลใจจะมาจากพาร์ทเนื้อร้องก่อน แล้วก็เอาเพลงมาวางโครง ในส่วนของเครื่องดนตรีอื่น ๆ ก็จะให้แต่ละคนเติมรายละเอียดเข้าไป” 

น้อยหน่า : “ในการทำเพลงก็จะยึดเรื่องเนื้อร้องเป็นหลักก่อนและจากนั้นก็จะปรึกษากันว่า ดนตรีควรไปในทิศทางไหน ควรจะช้าหรือเร็ว ควรจะมีอารมณ์เพลงแบบไหน” 

Q: ความยากในการเปลี่ยนจาก Acoustic เดี่ยว สู่ Full Band?

น้อยหน่า : “ถ้าในความยาก ไม่ยากค่ะ ในเรื่องของภาพลักษณ์ เพราะเราไม่ได้รู้สึกเปลี่ยนไปจากตัวเองเลย แต่เรากลับรู้สึกว่าเราได้ก้าวไปอีกขั้นมากกว่า รู้สึกว่าเป็นตัวเราร้อยเปอร์เซนต์ แต่ความยากน่าจะเป็นในเรื่องของการปรับตัว เพราะทั้งร้องและเล่น ต้องใช้พลังมากกว่าการนั่งเล่นคนเดียว ต้องฝึกเล่นกีตาร์ไฟฟ้า จากที่เคยเล่นกีตาร์โปร่ง อะไรประมาณนี้มากกว่าค่ะ” 

Q: ความประทับใจของ YONLAPA ณ ตอนนี้?

น้อยหน่า : “หน่าก็ประทับใจและก็ภูมิใจที่เราได้ปล่อยเพลงแรกของเราไปแล้ว ซึ่งเป็นเพลงที่พวกเราตั้งใจทำกันมาจริง ๆ ค่ะ อยากให้มันออกมาแบบมี YONLAPA อยู่ในนั้น และเราก็จะภูมิใจมาก ๆ เลย ถ้าเพลงของเราทำหน้าที่เป็นเพลงของใครซักคนที่ทำให้เขาสุขหรือว่าเศร้า เหมือนที่เรารู้สึกกับเพลงบางเพลง”

Q: พูดถึงเพลง U หน่อย 

กันย์ : “กระแสตอบรับถือว่าดีเลยครับมีหลายคนชอบ ก็รู้สึกดีครับ” 

น้อยหน่า : “เพลงนี้หน่าได้น้องเจมส์ วง VEGA ช่วยเขียนคอร์ดคีย์บอร์ดมาให้ หน่าก็ลองแต่งเนื้อหาดู เป็นความหมายเกี่ยวกับความรักทั่วไปที่เกิดกับทุกคน และมีพาร์ทดนตรีอย่างไลน์เบสที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์ของเพลงนี้ มีกลองสไตล์น้องฟิว ไลน์กีตาร์แบบน้องกันย์ เรารู้สึกว่าเพลงนี้มันนำเสนอตัวเราได้ชัดเจนดี และเพลงต่อไปเราก็จะทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ”

Q: เป้าหมาย ณ ตอนนี้?

น้อยหน่า : “ก่อนหน้าที่จะปล่อยเพลง จุดมุ่งหมายของเราก็อยากจะทำเพลง และปล่อยออกไป แต่วันนี้เรามาอยู่ในสถานะศิลปินที่ปล่อยเพลงแล้ว ก็ดีใจมาก ๆ ที่มีคนชอบและนั่นก็คือกำลังใจของเรา ในอนาคตเป้าหมายของเรา อยากเดินทางไปเล่นในที่ต่าง ๆ ที่เราไม่เคยไป ที่ที่เราไม่สามารถพาตัวเราไปได้ ก็อยากให้ดนตรีพาเราไป ในที่ที่ เราไม่เคยไปมาก่อน และหวังว่าเพลงของเรามันจะให้คนฟังมีความสุข นั่นคือความประสบผลสำเร็จของเราค่ะ ในฐานะ YONLAPA”

Q: ฝากผลงานหน่อย

นาวิน : “ก็ฝาก Single แรกของพวกเราด้วยนะครับ ชื่อเพลง U ติดตามผลงานพวกเราได้ที่ Facebook และ IG : YONLAPA และก็เพจ Minimal Records ครับ”

Photo credit : Fream Tichakorn

ขอบคุณสถานที่สวย ๆ จาก Thunder Bird Hostel