ไปตายที่ไหนก็ไป’ สะท้อนความเจ็บปวด ด้วยแรงแค้น จากเมโลดี้แรกของ BEYANO

เรื่องโดย : Pimchanok

ช่วงจังหวะที่เรียนมหาวิทยาลัย เขาได้ชักชวนเพื่อนที่ทำดนตรีผ่านโปรแกรมมาทำเพลงด้วยกัน จึงเกิดเป็นเพลง ‘Moonlight’ ที่ปล่อยบนแอพฯ streaming อย่างเป็นทางการ โดยวิธีการทำแบบโฮมเมดวีดีโอกับเพื่อนเองทั้งหมด แล้วเพลง ๆ นั้น ก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้หลาย ๆ คนรู้จัก BEYANO ชื่อที่เขาตั้งใจอยากให้เป็นอีกร่างหนึ่งของเขา เหมือนกับชื่อแบรนด์เนมที่สามารถไปแปะอยู่บนผลิตภัณฑ์​ใด ๆ ประกอบกับไอเดียที่อยากให้ชื่อนี้เป็นเหมือนซาวด์จากเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง จึงคิดเอาชื่อและนามสกุลมาบีบรวมกันจาก BENJAMIN PROMYANO เป็น BEYANO 

ตัวตนที่เปรียบเสมือนเครื่องดนตรีชิ้น ๆ หนึ่ง อย่าง BEYANO ได้นำพาความรู้สึกของผู้ฟังคล้อยตามไปกับอารมณ์ของเพลงได้โดยง่าย นั่นเป็นตัวตนที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กของเขา ที่ชอบร้องเพลง ชอบแต่งเพลง และเดินสายประกวดได้รับรางวัล จนครอบครัวมองเห็นแวว จึงสนับสนุนให้เรียนร้องเพลงเป็นจริงเป็นจัง จากสถาบันตามระดับการศึกษา อย่างโรงเรียนนาฏศิลป์เชียงใหม่ กระทั่งมหาวิทยาลัยพายัพฯ สาย Voice Classical

โอกาสก้าวเข้าสู่ค่าย Minimal records

เมื่อได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่ค่าย Minimal records แนวเพลงของเขาก็ยังคงกลิ่นของ Electronic pop และ Alternative pop ตามแบบที่เขาชอบ ด้วยความที่ Alternative pop เป็นดนตรีที่ค่อนข้างกว้างและสามารถผสมผสานได้หลากหลาย จึงเป็นเรื่องสนุกที่เขาจะทำเพลงที่โตขึ้น และดาร์กขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ BEYANO เอาไว้ และที่สำคัญคือการได้ผลักดันเรื่องเกี่ยวกับ LGBTQ+ ที่ represent โดยตัวตนของเขาเอง

“อยากให้เพลงของเรามีกลิ่นอายของวัฒนธรรม LGBTQ+ ผสมผสานกัน แล้วเอาตัวเองเป็นตัวนำเสนอด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย แบบ unisex หรือ no gender fashion เพราะเราเองก็ทำแบบนั้นตั้งแต่เพลง moonlight แล้ว ทำมาเรื่อย ๆ พอมาอยู่ที่นี่ทางค่ายก็ไม่ได้กำหนดว่าให้เราเป็นอะไร ก็ใส่ตัวตนของเราได้เลย”

 

สำหรับ single แรก ของ BEYANO ในฐานะศิลปินค่าย Minimal records มีช่ือเพลงที่มาจากประโยคประชดประชันว่า “ไปตายที่ไหนก็ไป” หากใครได้ฟังแล้วอาจดูไม่ออกว่าที่มาที่ไปของเนื้อหาเพลงนั้นไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงของเขา แต่กลับถ่ายทอดมาในสไตล์ของ BEYANO ได้อย่างถึงอารมณ์ต่อคนทุกเพศ

“ตอนแรกก็เริ่มแบบไม่มีอะไรในหัวเลย โปรดิวเซอร์ก็ให้โจทย์มาว่าอยากได้ beat กับ tempo แบบไหน ก็เลือกความเร็วของเพลงกัน เราก็บอกว่าอยากให้ซิงเกิลแรกเข้าถึงได้กับทุกเพศและคนทุกกลุ่มมากกว่า”

“พอได้เมโลดี้ ขั้นตอนต่อมาก็เป็นเนื้อหาของเพลง เราไปนึกถึงกลอน ๆ นึงของ Lana Del Rey ที่ว่า ‘Anyone can start again. Not through love, but through revenge. Through the fire, we’re born again. Peace by vengeance, brings the end แปลง่าย ๆ คือ ทุกคนสามารถเริ่มความสัมพันธ์ได้อีกครั้งโดยไม่ได้ผ่านความรัก แต่ผ่านการแก้แค้น ก็เลยหยิบเอาบทกลอนนี้มาเป็นคอนเซ็ปต์ แต่เราไม่มีประสบการณ์การนอกใจ ก็เลยโทรถามเพื่อน ว่าประสบการณ์ตอนที่แฟนนอกใจเป็นยังไง เพื่อนก็บอกว่า อยากให้มันไปตาย ไปตายที่ไหนก็ไป”

ด้วยความตั้งใจอยากให้ลุคของ BEYANO เติบโตขึ้นและผ่านความเจ็บปวดมามาก จึงมีการวางไอเดียของมิวสิควีดีโอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์เรื่อง American Horror Story ที่มีความดาร์กตาม Mood and Tone ที่เขาต้องการ

“ตอนนั้นนั่งดู American Horror Story แล้วเราก็อยากได้ตีมแบบนี้ เพราะปกติเวลาคิดเพลงก็จะนึกถึง MV ไปด้วย เราคิดว่าต้องการให้ BEYANO ที่มาอยู่ที่นี่มันดาร์กขึ้น แล้วในซีรี่ส์มันจะมีความสยอง ความดาร์ก การฆ่ากัน ล้างแค้นกัน ก็เลยเอามาประยุกต์กับเพลงให้เป็นอารมณ์แบบแก๊งสเตอร์ ที่รับจ้างให้มาแก้แค้นคนที่ทำให้เธอเสียใจ”

ด้วยความตั้งใจอยากให้ลุคของ BEYANO เติบโตขึ้นและผ่านความเจ็บปวดมามาก จึงมีการวางไอเดียของมิวสิควีดีโอ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากซีรี่ส์เรื่อง American Horror Story ที่มีความดาร์กตาม Mood and Tone ที่เขาต้องการ

“ตอนนั้นนั่งดู American Horror Story แล้วเราก็อยากได้ตีมแบบนี้ เพราะปกติเวลาคิดเพลงก็จะนึกถึง MV ไปด้วย เราคิดว่าต้องการให้ BEYANO ที่มาอยู่ที่นี่มันดาร์กขึ้น แล้วในซีรี่ส์มันจะมีความสยอง ความดาร์ก การฆ่ากัน ล้างแค้นกัน ก็เลยเอามาประยุกต์กับเพลงให้เป็นอารมณ์แบบแก๊งสเตอร์ ที่รับจ้างให้มาแก้แค้นคนที่ทำให้เธอเสียใจ”

และที่ขาดไม่ได้เลยคือกลิ่นอายของความเป็น LGBTQ+ ที่จะต้องโดดเด่นในเพลงของเขา จึงเกิดเป็นเส้นเรื่องความใคร่ของทั้งชายหญิง และแรงแค้นที่ดึงให้ตัวละครเติบโตจากการถูกทำร้ายโดยคนรัก

“อยากใส่ความเป็น LGBTQ+ ลงไปใน MV ก็เลยคิดว่าให้ตัวละครที่เป็นแฟนของเรา ไปมีอะไรกับผู้หญิงอีกคนนึง เพื่อให้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถ้าหากตีความแล้วผู้หญิงคนนั้นเขาอาจจะชอบผู้หญิงด้วยกันมาแต่แรกก็ได้ ให้คนดูสามารถตีความได้หลากหลาย”

นอกจากเนื้อหาที่เล่าถึงความหลากหลายทางเพศแล้ว แฟชั่นของ BEYANO ในมิวสิควีดีโอก็ถือว่าถึงพริกถึงขิงไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่เขาตั้งต้นมาแล้ว

“ในเพลงจะมีตอนแรกที่เราทำทรงผมยาว ๆ อยากให้เป็นภาพจำของคน ว่านั่นคือ BEYANO คนปกติที่โดนทำร้ายจิตใจมาตลอด และการแต่งตัวในทุกตอนที่ถูกผู้หญิงทำร้ายก็จะเป็นแนววินเทจ จนเป็นคนปัจจุบันในซีนที่เต้นก็จะสื่อว่าเป็นลุคใหม่ของ BEYANO”

การผลักดัน LGBTQ+ ผ่านบทเพลงของ BEYANO

การผลักดัน LGBTQ+ ผ่านบทเพลงของ BEYANO จะคงอยู่ให้เห็นต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีอะไรให้น่าค้นหาอีกมากมายแน่นอน เรียกว่าเป็น soft power ที่จะทำให้ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสายตาสังคมในที่สุด

“ก็จะมีการผลักดันเรื่อง LGBTQ+ ไปเรื่อย ๆ เพราะถัาพูดถึงเรื่องนี้มันก็เริ่มเปิดกว้างบ้างแล้ว แต่มันก็ยังต้องการคนผลักดันอยู่ตลอด เราก็นำเสนอความเป็นตัวตนของเราไปเลย อยากให้คนรู้สึกปกติในความหลากหลายทางเพศ อยากให้เห็นจนชิน ยิ่งสื่อกลางเผยแพร่ออกไปเรื่อย ๆ คนก็จะมองว่าเป็นเรื่องปกติ”

สุดท้ายนี้การที่ได้เข้ามาเป็นเฉดใหม่ใน Minimal records เจ้าตัวก็ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นเรื่องท้าทาย เพราะมองว่าฐานผู้ฟังเพลงของค่ายไม่ใช่กลุ่มที่จะเข้ามาฟังเพลงแนวของเขาโดยง่าย แต่เขาก็พร้อมน้อมรับในข้อติชมทุกประการ

“ฝากผู้ฟังและฐานของมินิมอลฯ ด้วยว่า อยากให้ลองเปิดใจฟังเราดู อาจจะงง ๆ นิดนึง (หัวเราะ) แต่อยากจะบอกว่าตัวตนของ BEYANO มันก็มีความเป็นมินิมอลฯ ผสมอยู่ในตัวด้วย ก็สามารถคอมเมนต์หรือติชมได้เสมอ”