Minimind

Minimind Chapter3 | Solitude Is Bliss

minimind chapter3 นี้เราพามาพูดคุยกับวง Solitude Is Bliss ถึงเรื่องราวต่าง ๆ มากมายของพวกเขา และ 7 ปี กับการร่วมเดินทางบนเส้นทางแห่งความฝัน SIB เปรียบเหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ที่มีพี่น้องเป็นชายล้วน 5 คน ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

เราเลยอยากถามถึงทิศทางการเติบโตของวง ในตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

เฟนเดอร์ : ของผมน่าจะเป็น Skill บนเวที Skill ที่มันนิ่งขึ้น มันไม่ได้เก่งขึ้นแต่มัน Control ตัวเองได้ดีขึ้น รู้ว่าอะไรคืออะไร อย่างเช่นความตื่นเต้นบนเวที ความกลัวหรือความกังวล เป็นเรื่องทางเทคนิคทั้งหลายครับ ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ ที่ผมรู้สึกมีความ Control มันได้มากขึ้น มีความโตมากขึ้น

เบียร์ : มันเป็นวงที่ค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างเช่น Skill ก็เกี่ยว ไอเดีย ความคิด ความกล้าก็เพิ่มขึ้น แล้วก็ฐานแฟนเพลงเพิ่มมากขึ้นทีละนิด จนล่าสุดงานที่เราเคยไป 2-3 ครั้ง ในหลายปีที่ผ่านมา พอเราไปปีล่าสุดคนดูเยอะขึ้น คิดว่าน่าจะโตในแง่นี้ด้วย

แฟรงค์ : สำหรับแฟรงค์นะครับ จริง ๆ คนที่จะมองภาพชัดที่สุดน่าจะเป็นเฟน เฟนเคยเล่าให้ฟังว่าก่อนที่เราจะไปเล่น Stone Free (Stone Free Music Festival) ตอนยังไม่มีวง เฟนไปในฐานะคนดู เฟนยังไม่มีวง แต่หลังจากปีนั้นถัดไป วงเฟนก็โผล่ขึ้นมาก็คือเป็นวง Solitude Is Bliss จริง ๆ ลำดับที่ Sequence ชัดเจนน่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า จากสมาชิก 1 คนเป็น 2 คน 4 คน ก็เป็น 5 คน แล้วก็ค่อย ๆ มีคนฟังเรา จากเมื่อก่อนเราทำฟังกันเอง ก็ค่อยมีคนฟังเรามากขึ้น

เบียร์ : จำได้ว่าตอนนั้น Stone Free เราเล่นตอน 7 โมงเช้า มีคนดู ประมาณ 4-5 คนได้ จนเวลาผ่านมา 7 ปี โอเค เราเห็นภาพละ เรายังไปต่อได้

แฟรงค์ : ใช่ครับ มันค่อย ๆ โตเป็นลำดับดีกว่า จริง ๆ ก็คาดหวังให้มันโตแบบก้าวกระโดดเหมือนคนอื่นบ้าง แต่โตแบบนี้มันจะยั่งยืนกว่า

แน่นอนว่าถ้าพูดถึงเรื่องการเติบโตในเรื่องของความสามารถ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเติบโตกันค่อนข้างมาก ตามที่บอกมา และจากการมองเห็นของคนดูเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราเอง และคนดูเองมองไม่เห็น ก็คงเป็นในเรื่องของความสัมพันธ์ของพี่น้องชายล้วนทั้ง 5 คน 

เบียร์ : ถ้าพูดเรื่องความสัมพันธ์ เราสื่อสารกันได้ดีกว่าตอนเริ่ม เพราะว่าเรายังไม่รู้แต่ละคนเป็นยังไง

เฟนเดอร์ : ผมรู้สึกว่าแต่ละคนมีความใจเย็นที่จะฟังกันมากขึ้น แล้วก็ประมวลผลเรื่องของตัวเอง Opinion ตัวเอง

ปอนด์ : มันคือครอบครัวครอบครัวหนึ่ง เราโตมาด้วยกันจริง ๆ 7 ปีนี่เหมือนเราเข้าม.1 ตอนนี้เราอยู่มหาลัยปี 1 แล้ว ซึ่งมันเหมือนผ่านช่วง Generation นึงแล้ว คิดว่ามันคือกลุ่ม ๆ หนึ่งที่ทำให้เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ นอกเหนือจากที่มีเพื่อนสนิท คิดว่า Band นี่แหละ คือคำตอบที่ทำให้ชีวิตมีการพัฒนาขึ้น

ถ้ามองย้อนกลับไปดู วงเองมีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไรบ้าง จากมุมมองของสมาชิกของแต่ละคน

ปอนด์ : น่าจะเป็นเรื่องวินัยมั้ง อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นของวงหรือของตัวเองนะ น่าจะเป็นเรื่องของเวลาซ้อม อาจจะไม่ตรงเวลาตามที่นัดไว้ ถ้าในเรื่องของการโชว์ก็มีบ้างครับ ทางเทคนิคบ้าง

แฟรงค์ : จุดอ่อนของวง อาจจะด้วยเรามีโอกาสได้เล่นไม่บ่อยพอ คนดูก็เลยยังเจอพวกเราได้ไม่บ่อยเท่าไร อนาคตก็หวังว่าจะครอบคลุมแฟนเพลงทุกคนทุกจังหวัด

เฟนเดอร์ : ข้อใหญ่ ๆ ที่คิดว่าวงอื่น ๆ Universal เจอเหมือนกันเลยก็คือ มีเวลาน้อยครับ มีเวลาในการสร้างงานของตัวเองน้อย 

โด่ง : ถ้ามองจุดอ่อนของวงเลย ผมคิดว่าผมมองไม่ค่อยออกเท่าไร เพราะว่ามันเป็นครั้งเป็นคราวไป มันไม่ได้มีอะไรที่ว่าเป็นจุดอ่อนไปเลย เพราะว่าเจอปัญหานี้เราก็พยายามที่จะพัฒนา แก้ปัญหาไปได้เรื่อย ๆ มากกว่า ก็เลยยังคิดไม่ออกว่าเป็นจุดอ่อนตรง ๆ เลยนี่เป็นยังไง อาจจะต้องเป็นคนนอกมองเข้ามามากกว่าถึงจะรู้มากกว่า

แฟรงค์ : นึกออกอีกข้อครับ ถ้าเทียบกับวงอื่นคือเราเบสออนเชียงใหม่ เราอาจจะไปที่อื่นยาก เป็นข้อจำกัดเราอาจจะไปเล่นให้คนที่อยู่ไกล ๆ ได้ยากกว่าคนที่อยู่กรุงเทพ ที่นั่นมันอยู่ตรงกลางไปที่ไหน Cost ก็อาจจะน้อยกว่าเรา

เฟนเดอร์ : ส่วนจุดแข็งสำหรับผม ผมคิดว่าแต่ละคนมี Sense ทางดนตรีเป็นของตัวเอง ที่แบบว่าเอาคนอื่นมาแทนไม่ได้ หมายความว่าผมไปเป็นแทนพี่ปอนด์ไม่ได้ ผมแทนพี่โด่งไม่ได้ ผมแทนพี่แฟรงค์ไม่ได้ คือแต่ละคนมีทางเป็นของตัวเอง ในตำแน่งเครื่องดนตรีของตัวเอง

แฟรงค์ : สำหรับแฟรงค์คิดว่า Solitude เวลาไปเล่นสดเราแถมอะไรที่ไม่ได้อยู่ในแผ่นหรือในมาสเตอร์ค่อนข้างเยอะครับ ซึ่งมันจะต่างกันทุก ๆ โชว์ ซึ่งทำให้คนดูได้ลุ้นเหมือนกันว่าเราเตรียมอะไรมาให้เขาบ้าง

เบียร์ : ผมคิดว่าจุดแข็ง ที่พี่แฟรงค์พูด มันเป็นเรื่องของการดีไซน์โชว์ ออกแบบแล้วก็ลองใส่อะไรเพิ่มเข้าไปนอกจากการเล่นเพลงธรรมดาตามมาสเตอร์ ซึ่งเราก็ดู Feedback คน เขาแฮปปี้ ผมชอบที่จะเซอร์ไพรส์คนดู

Please Verify That You Are Not A Robot อัลบั้มใหม่ล่าสุด ที่ย้อนถามคนฟังว่า ‘คุณยังมีความรู้สึกอย่างที่มนุษย์รู้สึก กับอัลบั้มนี้อยู่หรือไม่?’

เฟนเดอร์ : คอนเซ็ปต์มันไม่ได้มาพร้อมกับชุดเพลงที่ทำไว้ครับ เราทำเดโมดราฟต์ไป 14 เพลง ซึ่ง Resources มันออกมา 12 เพลง จน Resources ออกมาเสร็จแล้วว่ามี 12 เพลงนี้ เรียงแทร็กแบบนี้เราก็ยังไม่มีชื่อ ด้วยความที่เพลงพวกนี้มันดราฟต์กันเสร็จแล้ว แล้วก็มีเวอร์ชั่นที่พร้อมมิกซ์พร้อมอะไร แล้วก็ลองเรียงแทร็กดู เราเห็นข้อความบางอย่างที่มันเกิดมาจากตัวของมันเอง ก็คือเรารู้สึกว่าเนื้อหาโดยรวมมันกำลังทวงถามถึงความเป็นมนุษย์ มีความรู้สึกนึกคิด การเกลือกกลั้วกับอารมณ์นั้นมันเป็นทุกข์และการหาทางออกให้กับสภาพจิตใจของตัวเองในสถานการณ์พวกนั้น ก็เสนอชื่อกันเข้าไปก็ได้ชื่อนี้มา ‘Please Verify That You Are Not A Robot’ เหตุผลแรกสุดก็คือ ชื่อที่มันล้อกับ Captcha เวลาเราเข้าเว็บหรือดาวน์โหลด ให้ Verify ว่าเราเป็นไวรัสรึเปล่า เป็นระบบออโต้ที่เข้ามาทำลายระบบของเขารึเปล่า ก็ประมาณนี้ครับ ตั้งแต่ได้ชื่อมามันก็ไปทางเดียวกันหมดก็คือเป็นการเรียกร้องหาความเดียงสาเก่า ๆ ในขณะเดียวกันก็ร้องหาความเข้าใจโลกด้วย 

เบียร์ : ถ้าสำหรับผมนะครับ มันคือมุมมองใหม่ของอัลบั้มนี้ มันคือมุมมองของบุคคลที่สาม เกือบทุกเพลงเลย

เบียร์ : ความพิเศษอีกอย่างของอัลบั้มนี้คือ โดยส่วนตัวผม พวกไลน์กีตาร์ ไลน์อะไรอย่างงี้ เราค่อนข้างที่จะหยิบไลน์เมโลดี้จากเดโมตอนอัดมาใช้เยอะพอสมควร เพราะว่าเราไปอัดอีกรอบ ให้มันได้หนึ่งฟีลแบบนี้ มันทำไม่ได้ แล้วสิ่งที่ผมชอบในอัลบั้มนี้มันเป็นฟีลที่เรียลมาก มันไม่ได้มานั่งคิดเป็นชั่วโมง มันมีความผ่อนคลายแล้วก็ความเป็นธรรมชาติ คือเราได้ยินเสียงอะไร เราก็อัดเลย ผมชอบตรงนี้แหละ ซึ่งมันไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด ต้องมานั่งหาทฤษฎีนู่นนี่ แต่กับบางเพลงนะครับ บางเพลงก็มีเหมือนกัน อย่างเพลงยากๆ อย่าง Show Time ก็ต้องกลั่นเสียงในหัวอยู่ประมาณหนึ่งวัน สองวัน

พี่เจ (เจตมนต์ มละโยธา) ได้เข้ามามีบทบาทกับอัลบั้มนี้โดยเป็นโปรดิวเซอร์ ประสบการณ์จากการร่วมงานในครั้งนี้เป็นอย่างไร?

เฟนเดอร์ : การร่วมงานกับพี่เจ ถือว่าเป็นการเปิดโลกในการทำงานครับ เพราะว่าก่อนหน้านี้เราทำงานเอง จบงานกันเอง อัดเอง มิกซ์เอง มาสเตอร์เอง เถียงกันเอง พอรอบนี้เราก็เลยรู้สึกว่าเราอยากโดนการทำงานที่มันเป็น Professional จริง ๆ เราไม่เคยแตะเลย เราอยากเห็นว่าพื้นฐานของคำว่า Professional มันคืออะไร ประจวบเหมาะกับเราได้มีโอกาสได้ร่วมงานกัน ระหว่างเพลงของ Penguin villa กับ Solitude Is Bliss ในโปรเจ็ค Fungjai Crossplay ผมก็สนใจในวิธีคิดเพลงของพี่เจ ก็เลยลองถามแกดู แกก็ยินดีที่จะมาทำให้ เราก็ได้หลายอย่างครับ ได้ทั้งทักษะในสตูดิโอ ทักษะ Pre Product, Post Product วิธีจัดการ การออกแบบซาวด์ การมองภาพรวม 

แฟรงค์ : แล้วก็อีกอย่างพี่เจ แกเข้ามาเป็นคนตัดใจในทุก ๆ จุดของเราด้วย เมื่อก่อนเราจะเสียเวลาตรงนี้เถียงกัน พี่เจก็เลยช่วยมาฟันให้ว่าจะเอาแบบนี้

เบียร์ : คือเราตกลงกันไว้ด้วยว่าเราจะให้พี่เจเป็นคนตัดสินใจ มันก็เลยง่าย 

แฟรงค์ : ก็เลยไปจบที่พี่เจ เถียงกันแทบตาย คือพี่เจพูดยังไงก็คือจบเลย

เฟนเดอร์ : แต่มันก็หมายถึงเราเสนอ Solution ต่าง ๆ ให้พี่เจได้ ไม่ใช่ว่าเราโยนไปให้ แล้วก็พี่เจโยน Direction อะไรมา เราก็รับไปหมด มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ โยนไปแล้วแกก็ยังฟังพวกเรา แล้วแกก็ยังเอา Solution พวกนั้นไปประเมินผล แล้วก็ไป Direction จาก Solution ที่มีทั้งหมด

เราทุกคนมีสีประจำตัว หรือ มีสีที่ชื่นชอบแน่นอน ซึ่งสีนั้นก็เป็นเหมือนตัวที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของคน ๆ นั้นด้วยเช่นกัน แล้ว Color Of Your Life ของแต่ละคน คือสีอะไร? 

เฟนเดอร์ : เอิร์ธโทนครับ น้ำตาล เพราะว่ามันรู้สึกถึงออริจินอล ความเรียบ ความออแกนิค ความแข็งแรง ความมั่นคง ความสงบ มันมีความเป็นธรรมชาติที่มั่นคงอยู่

เบียร์  : จริง ๆ ผมเป็นคนชอบหลายสีครับแล้วแต่อารมณ์อีกทีนึง แต่คิดว่าสีที่เป็นตัวเองน่าจะสีแดงครับ เพราะว่ามันบ่งบอกถึงพลังอะไรสักอย่าง เพราะว่าตัวเองเป็นคนดีด ๆ พลังเยอะ ๆ เหลือ ๆ อะไรประมาณนั้น ก็เลยคิดว่าสีแดง สีเข้มนะครับ ผมเป็นคนชอบสีแดงเข้ม

โด่ง : ของผมก็เป็นสีฟ้าครับ เพราะว่าปกติเป็นคนชอบสีฟ้าอยู่แล้ว แล้วก็สีฟ้ามันทำให้ดูมีชีวิตชีวา บางทีเราก็อารมณ์ที่แบบหลายอารมณ์ พอเห็นสีฟ้าได้สัมผัสกับสีฟ้าก็จะรู้สึกสดชื่น

ปอนด์  : จริง ๆ ผมก็ชอบหลายสีครับ แต่โตมาจะชอบเป็นโทนสีเทา จะชอบเป็นความ Blank ความ Empty ความที่มันสามารถเติมอะไรเข้าไปได้ ชอบความที่มันไม่มีอะไรเลย ชอบความที่มันแบบซอฟท์ดี สามารถที่มันจะให้เป็นโทนเย็นหรือโทนร้อนก็ได้ครับ

แฟรงค์  : ของผมถ้าถามเพื่อน ๆ หรือถามแฟนจะทราบตลอดว่าผมชอบสีส้มนะครับ หลาย ๆ อย่าง อย่างรถเรามอเตอร์ไซค์เราก็เป็นสีส้ม แฟรงค์ว่ามันเป็นสีที่มีชีวิตชีวาสีนี้ มองไปก็จะรู้สึกสดใส ไม่ค่อยดูหม่น มีพลังในการใช้ชีวิตเหมือนกัน เหมือนให้พลังเพราะมันเป็นสีของแสงแดดตอนเช้า 

Color Of Solitude Is Bliss แต่ละคนเห็นเป็นอย่างไร?

เบียร์ : ถ้าสีของ Solitude น่าจะเห็นไม่เหมือนกัน

เฟนเดอร์ : มันแล้วแต่ พูดง่าย ๆ มันเหมือนกับเอาสีที่พูดทั้งหมดมาผสมจับคู่กันไปเรื่อย มันก็จะออกมาเป็นคู่สีต่าง ๆ ออกไปอีก

แฟรงค์ : ถามว่ามันเป็นสีที่ชัดเป็นสีเดียวมั้ย แฟรงค์ว่าก็ไม่น่าจะใช่อย่างงั้นเท่าไร

เบียร์ : ต้องถามคนฟังด้วยว่าเขาฟังแล้วเห็นเป็นสีอะไร น่าจะชัดมากกว่า

หากถ้าถามเราว่ามองเห็น Solitude เป็นเหมือนสีอะไร เราก็คงตอบได้ว่า พวกเขาเป็นเหมือน สีที่ร้อนแรง มีชีวิตชีวา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ และทุกครั้งที่ดูโชว์ของพวกเขา มันก็เหมือนกับพวกเขาได้สาดสีนั้นมาแต่งเติมให้กับชีวิตของเราไปด้วย ดังนั้นขอย้อนถามกลับถึงคนดูว่า Color Of Solitude Is Bliss ของคุณ คือสีอะไร?


Public Relations | mail : pr.minimalrecords@gmail.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *